หัวใจเศรษฐี

Last updated: Mar 13, 2020  |  168 จำนวนผู้เข้าชม  |  หัวใจเศรษฐี

หัวใจเศรษฐี

      การที่เราจะมีทรัพย์สมบัติได้นั้น  พระพุทธเจ้าได้บอกวิธีการไว้นั้น คือการให้  "ให้เพื่อให้"  นั้นคือ  เปลี่ยนมือเรา จากมือหยาบเป็นมือทิพย์  เพราะการให้เพื่อให้นี้  มันเป็นการดึงโลภะ โทสะ โมหะ ที่มีอยู่ดั้งเดิมออกมา  ถ้าคนไม่ดึงโลภะ โทสะ โมหะเดิมออกทิ้ง  เราจะให้ผู้อื่นไม่เป็น  อย่างคนธรรมดาให้กันนี่คือ  ให้เพื่อเอาทั้งนั้น  อย่างเมื่อก่อนเราช่วยเหลือคน  เราก็รอว่า  เมื่อไหร่เขาจะมาตอบแทนบุญคุณเรา อย่างนี้ คือ  ให้เพื่อเอา  เป็นการให้ของปุถุชน  แต่ถ้าการให้ของอริยบุคคล  คือให้แล้วลืม  เพราะเราให้ทั้งโลภะ โทสะ โมหะไปพร้อมกับสิ่งของนั้นทุกครั้ง  ถ้าเราไม่มีสิ่งของจะให้ใคร  เราก็ให้ความเมตตากรุณาปราณี  ให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งตัวเราเองด้วย

       เราท่องไม่เที่ยงเกิดดับแล้วก็ฝึกการให้  การจะให้อภัยแก่คนอื่นได้นั้น  เราต้องให้อภัยตัวเราเองเป็นอันดับแรก  การให้อภัยตัวเองก็คือ  การให้โดยไม่มีโลภะ โทสะ โมหะประกอบ  คือ ให้โดยมีไม่เที่ยงเกิดดับเป็นพื้นฐาน  เพราะการให้ ที่มีไม่เที่ยงเกิดดับเป็นพื้นฐานนั้นล่ะเป็นการให้เพื่อให้  ถ้าให้ด้วยความพอใจไม่พอใจเป็นพื้นฐาน  อันนั้นคือ ให้เพื่อเอา

       อย่าลืมนะ  บุญบาปเรามันหมดลงทุกวันนะ  เพราะมันเป็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตาเหมือนกัน  ถ้าเราไม่เติมบุญของเรา  เราก็เติมบาป อันนี้เป็นธรรมชาติ  เพราะบาปเราทุกวันนี้มันมากขึ้นเรื่อย ๆ  แต่ทำไมเรายังไม่ตาย  เพราะบุญเก่าเรายังปกป้องเราอยู่  บุญเก่าคืออะไร  คือโปรแกรมเก่าที่สั่งเราให้เราเกิดมาเป็นคนนั้นล่ะ  บุญอันนี้มันยังรักษาเราอยู่  เราถึงยังไม่ตาย  แต่บุญใหม่ของเรา  ถ้าเราไม่เพิ่มเติม  บุญเก่าเราหมดก็หมดเลยนะ  มันตายทันที  ไม่เช่นนั้นก็พิการ  เพราะบุญเก่าเราหมด  บุญใหม่เราก็ไม่ได้สร้าง

       อย่างเช่น  เรานี้เป็นลูกหลานคนมีเงิน  ความจริงพ่อแม่เราเป็นเศรษฐี  เราไม่ได้เป็นเศรษฐีอย่างพ่อแม่เรานะ  โปรแกรมไม่ใช่อันเดียวกัน  แต่เราก็อาศัยบุญบารมีของพ่อแม่ทำให้เราเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีได้  แต่ถ้าบุญบารมีของพ่อแม่หมดไปมันจะเหลือบุญบารมีของเราเท่านั้นนะ  ทีนี้ก็บุญบาปของเราเพียว ๆ เลยนะ  ไม่มีใครประกบหน้าประกบหลังมันก็หายวับ  กลายเป็นคนทุกข์ยาก  เป็นขอทานก็มี  เรื่องนี้ในพระไตรปิฎกมีเยอะแยะ  เรื่องที่เศรษฐีกลายเป็นขอทาน  ก็เพราะว่า  พ่อแม่เป็นเศรษฐี ลูกไม่ได้เป็นเศรษฐีอย่างที่คิด  มันเป็นอีกโปรแกรมหนึ่ง

       ช่วงที่เราเกิดเป็นลูกเศรษฐี  บุญที่เรามาเกิดมีอยู่ช่วงหนึ่ง  สมมุติว่า บุญเรามีมาเกิดเป็นลูกเศรษฐีอยู่ 20 ปี  ตอน 20 ปีเราเป็นเศรษฐีกับพ่อเราได้  แต่ถ้าบุญเราหมด 20 ปี ก็หมดความเป็นเศรษฐี  แล้วความเป็นเศรษฐีของเราก็ไม่มีเหลือ  เพราะอาศัยบุญพ่อบุญแม่คุ้มครอง  ถ้าบุญพ่อบุญแม่ไม่คุ้มครองวันไหน  พ่อแม่เสียชีวิต  เราก็สิ้นเนื้อประดาตัวได้เช่นกัน  เพราะบุญ บาปของเราแบ่งปันกันง่าย ๆ เหมือนทางโลกไม่ได้  เพราะมันเป็นนามธรรม

       เพราะฉะนั้น เราต้องหมั่นเติมบุญของเราตลอดเวลา  ไม่ว่าจะเป็นใครทั้งนั้น  ยาจกหรือเศรษฐีก็กลับไปที่ฐานเดียวกันหมด  คือ เกิดมาเพื่อให้  สุดท้ายต้องแบมือทิ้งหมด  ทุกคนเกิดมาเพื่อมาทิ้ง  เกิดมาเพื่อให้  และเพื่อทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง  พระพุทธเจ้าตรัสว่า  ความไม่รู้ของเรานี้ ทำให้เราเกิดมาเพื่อเอา  ฉะนั้นเราต้องหมั่นเติมบุญแก่ตัวเราตลอดเวลา  ให้เรามีบุญบารมีสูงขึ้น  เพื่อต้อนรับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตเรา  ถ้าเราไม่ต้อนรับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตเรานี้  เราจะเสียใจ  เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเป็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  มีเหตุปัจจัยมาประชุมกันชั่วคราวเท่านั้น  ฉะนั้นการมาประชุมชั่วคราวเราต้องเข้าใจว่า  มันเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งในโลกจักรวาลนี้  มันมาประชุมชั่วคราวทั้งหมด

       เมื่อเรา  ได้มารู้พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างมาประชุมชั่วคราวด้วยเหตุปัจจัย  เรารู้อย่างนี้แล้ว  เราก็เพิ่มเติมเหตุปัจจัยให้กับตัวเรา  อยากเป็นเศรษฐีก็เพิ่มเติมเหตุปัจจัยเศรษฐีให้กับตัวเรา  อยากเป็นอะไรเราก็เพิ่มเติมเหตุปัจจัยอันนั้น  เพราะเราจะเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต  เราก็เพิ่มเติมความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ นั้นให้กับตัวเอง  ถ้าอยากเป็นเศรษฐี  พระพุทธเจ้าสอนคาถาไว้ 4 คำ คือ  อุ  อะ  กะ  สะ

      อันที่ 1  อุ    คือ อุฏฐานสัมปทา คือ  ขยันหมั่นเพียร

      อันที่ 2  อะ  คือ อารักขสัมปทา  ได้เงินมาใช้เป็น  ถ้าหาเงินมาเก็บก็ไม่ออกดอกออกผลอะไร  ก็ไม่เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี

      อันที่ 3  กะ  คือ กัลยาณมิตตตา  มีเพื่อนดี  คบเพื่อนดี  เราจะคบเพื่อนดีได้  เราต้องเป็นคนดีก่อน เราถึงจะมีเพื่อนดีได้  ถ้าเราไม่เป็นคนดีจริง เราก็จะเจอเพื่อนดีชั่วคราว ที่เข้ามาเพื่อหวังผลประโยชน์

      อันที่ 4  สะ  คือ สมชีวิตา  เลี้ยงชีพชอบ  ไม่เบียดเบียนตนเอง  ไม่เบียดเบียนผู้อื่น 

       ถ้าใครมี  อุ  อะ  กะ  สะ  นี้แล้ว  คือหัวใจเศรษฐี  นักปราชญ์ราชบัณฑิตเก่าแก่มักสอนให้ลูกหลานท่อง  อุ  อะ  กะ  สะ  คือหัวใจเศรษฐี  มันมีเหตุปัจจัยอย่างนี้

       แล้วจะเป็นเศรษฐีได้เร็วต้องทำอย่างไร  พระพุทธเจ้าว่า  อาชีพของคนทั้งโลกนี้  อาชีพที่ดีที่สุด  คือ  ค้าขาย  เพราะ ลงทุนน้อย เวลาเสียหาย  เสียหายน้อย  เวลาได้กำไรได้มาก  เพราะฉะนั้นค้าขายนี้พระพุทธเจ้าว่าเป็นอาชีพที่เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีได้  อาชีพการเกษตรลงทุนมาก  ก็ได้ผลมาก  แต่ถ้าเสียหายก็เสียหายมาก  เช่น ปลูกข้าวเต็มท้องนา  หากมีน้ำมาท่วมนา  ก็ไม่รู้ว่าอย่างไร  หรือช่วงราคาผลผลิตตกต่ำก็ขาดทุน  เห็นไหม  พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า มันมีเหตุปัจจัย  แล้วจะค้าขายได้รวยขึ้นเรื่อย ๆ  ก็ต้องมีการจัดการค้าขายอยู่ 3 อย่าง

       1.  เวลาเช้า ให้จัดแจงธุรกิจการค้าขายด้วยความเอื้อเฟื้อ

       2.  เวลาเที่ยง ให้จัดแจงธุรกิจการค้าขายด้วยความเอื้อเฟื้อ


       3.  เวลาเย็น ให้จัดแจงธุรกิจการค้าขายด้วยความเอื้อเฟื้อ

       นั่นคือ ยิ้มแย้มตลอดเวลา  เห็นไหมเราไปซื้อของอาโกอาแป๊ะ  หากถามว่า  ของได้หรือยังอาโก  อาโกก็จะตอบ  ฮ่อ ๆ  ได้เลี้ยว ๆ  รอแป๊บนะครับ...ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย... เห็นไหมไปขัดแย้งอย่างไรเขาก็ไม่โกรธ  มีความเอื้อเฟื้อซื้อ 1  แถม 1  ซื้อข้าวแถมน้ำแถมผัก  อย่างนี้เป็นต้น  แล้วสถานที่สิ่งแวดล้อมอย่างไร  ทำให้เราสามารถค้าขายได้ร่ำรวย  สำเร็จเร็วขึ้น  พระพุทธเจ้าว่า

       1.  อยู่ถิ่นที่เหมาะ  คือ ทำเล  เห็นไหมเงินมันอยู่กับคน  ถ้าคนอยู่มากที่ไหนเงินก็อยู่ที่นั้น  เห็นไหมห้างต่าง ๆ  ร้านสะดวกซื้อ  มันถึงสร้างหลุมดัก ให้ไปเที่ยวซื้อของที่นั้น

       2.  มีเพื่อนดี  เพราะเพื่อนดีจะชวนกันทำสิ่งดี  คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

       3.  ตั้งตนไว้ชอบ  คือ ตั้งตนไว้บนหลักธรรมะ  ไม่หลง ไม่ประมาท

       4.  มีบุญที่ทำไว้แต่ปางก่อน

       เพราะฉะนั้น อันดับหนึ่งที่พระพุทธเจ้าให้ความสำคัญว่า  ที่ตั้งของร้านค้าอยู่ถิ่นที่เหมาะ  ให้คบเพื่อนที่ดี แล้วตั้งตนไว้ชอบ ก็คือ  ปฏิบัติถูกธรรมอยู่ตลอดเวลานั้นเอง  และหมั่นทำบุญ  เสริมบุญให้กับตนเอง  เห็นไหมว่าพระพุทธเจ้าท่านสอน เรื่องเหตุปัจจัยเป็นองค์ประกอบ  ถ้าจัดการให้ครบก็เป็นเศรษฐีได้

       แต่ถ้าเป็นเจ้าของร้านหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลา  ของดีอย่างไรเขาก็ไม่ซื้อนะ  แล้วทำอย่างไรให้หน้าตาแจ่มใส  แม่ค้าพ่อค้าทั้งหลาย  ถ้าท่องไม่เที่ยงเกิดดับ  หน้าตาแจ่มใสเลย  มึงก็ตายกูก็ตาย  ต่อให้มันขี่คอกันมาบ่น เราก็ไม่ว่าอะไร  ยิ้มให้ลูกค้า ง่าย ๆ อย่างนี้นะ

       เพราะฉะนั้นวิธีการแก้ปัญหาของเรานี้  พระพุทธเจ้าสอนไว้หมด  มีอยู่ในพระไตรปิฎก  เราจะทำได้ไหมล่ะ  ฉะนั้นการท่องไม่เที่ยงเกิดดับ ทำให้หน้าตาเราสดใส  แล้วการท่องไม่เที่ยงเกิดดับนี้  ตัวเราจะเป็นคนมีบุญ  เมื่อตัวเรามีบุญ  คนบุญก็จะมาหาเรา  เงินมันอยู่ที่คนมีบุญนะ  ถ้าคนบาปมาหาเรา  คือมันมายืมเงินเราทั้งนั้นนะจะบอกให้  ส่วนคนบุญเขาจะเอาเงินมาให้เรา  เราค้าขาย คนบุญเขามาร้านเรา เขาก็ซื้อของจ่ายสด  แต่ถ้าคนบาปมาซื้อ  มันจะมาขอติดไว้ก่อน  บอกวันหน้าจะมาจ่าย  มาแป๊ะ... อันนี้นะที่บอกว่า  ผึ้งอยู่กับผึ้ง แมลงวันอยู่กับแมลงวัน  ดีดูดดี  เสียดูดเสีย

       ฉะนั้นตัวเราเป็นศูนย์กลาง จะไปที่ไหน  จะทำอะไร ให้เริ่มปรับปรุงที่ตัวเรา ให้อยู่ในร่องรอย ที่พระพุทธเจ้าสอนคือ  ไม่เที่ยงเกิดดับ  ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะไหลมาหาตัวเรา  ถ้าเรามีปัญญา เราก็รับได้ทุกสิ่งทุกอย่าง  แต่ถ้าไม่มีปัญญา เราก็รับไม่ได้

       ฉะนั้นการที่เรามาฟังธรรม  ศึกษาธรรม  คือมาเติมบุญ เติมปัญญาให้กับตัวเรา  แล้วก็ท่องไม่เที่ยงเกิดดับ  แล้วก็เอาไม่เที่ยงเกิดดับไปปฏิบัติ  มันก็จะมีบุญมีกุศล  เราก็จะได้ตามปรารถนา  เพราะถ้าเราเติมบุญเป็นประจำตลอดเวลา  เราจะไม่ถูกทำร้ายถูกโกง  เราไม่เจ็บไข้ได้ป่วย  เพราะถ้าเหตุปัจจัยที่ดีมันมีครบ  เราก็พบแต่ความสุขความเจริญ

       ที่เคยบอกว่า  อุปมาตัวเราเหมือนรถกระบะ  บรรทุกได้ 2 ตัน คือ  เรามีรายได้เงินเดือนละ 20,000  แล้ววันหนึ่งได้เดือนละ 30,000  เหมือนรถปิกอัพ 2 ตัน  ใส่ของบรรทุก 3 ตัน  รถก็แบน พังไปไหนไม่ได้ คือ  แตกสลาย  ตัวเราก็เหมือนกัน  ถ้าธรรมดาได้เงินเดือนละ 20,000  เราได้เดือนละ 30,000  ให้ระวังนะ  ถ้าเราไม่ถูกโกง  ถูกจี้  ถูกปล้น  มันก็จะส่งเราไปนอนโรงพยาบาล  แล้วค่าใช้จ่ายก็จะเท่ากับที่เราได้เพิ่มมา  นั้นคือ  บุญปัดเงินที่เราบรรทุกเกินออกไป

       จำให้ดีนะ  บุญนี้ มีคุณส่งผลให้เรารวยและป้องกันไม่ให้เราตาย  เวลาเราจะตายเหมือนรถปิกอัพ  ถ้าเราเกิดบรรทุก 3 ตันขึ้นมารถมันตาย  พังแน่  แล้วถ้าเจ้าของรถเห็นว่าเสี่ยงไม่ไหวแล้ว  รถกูพังแน่ ๆ  ก็ตะเพิดบอกให้เอาของออกทิ้ง  ห้ามบรรทุกใส่เพิ่ม  ก็เพื่อป้องกันไม่ให้รถพัง  รถแต่ละคันก็รับน้ำหนักบรรทุกได้ไม่เท่ากัน  ตัวเราก็รับน้ำหนักบรรทุกบุญบาป ได้ไม่เท่ากัน

       ตัวเราก็เหมือนกันมีดิน น้ำ ลม ไฟ  เป็นองค์ประกอบของตัวเรา  ลมนั้นคือยาง  น้ำมันคือน้ำ  ไฟคือแบตเตอรี่  ตัวถังคือดิน  รถยนต์เหมือนกับตัวเรานะ  ไม่มีอะไรแตกต่างกัน  แล้วการรับน้ำหนักบรรทุกก็เหมือนกันเลย  ถ้าดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  ประชุมกับครบ  ยางรถก็มีลมเต็ม  แบตเตอรี่ก็ชาร์ตมาใหม่  น้ำมันก็เต็มถัง  ตัวถังก็ใหม่สมบูรณ์อยู่วิ่งไปฉลุยเลยนะท่าน  แต่ถ้าตัวเรามีอันใดอันหนึ่งบกพร่อง  ดินบกพร่องความแข็งแกร่งไม่มี  น้ำบกพร่อง น้ำนี้สำคัญนะ  เพราะในตัวเรานี้  70  เปอร์เซ็นต์เป็นน้ำ  ถ้าน้ำน้อยเลือดเราข้น  เลือดพาอาหารสารโปรตีน วิตามินไปเลี้ยงร่างกายไม่ทั่วถึง  อันดับแรกท่านจะเป็นไมเกรน  ปวดหัวเพราะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ  ความจริงน้ำเปล่านั่นเป็นยาถ้ารู้ทัน  เรากินน้ำเพิ่มน้ำจะช่วยให้เราหายปวดหัว  หายทุกคน  เพราะเลือดมันไหลคล่อง  ปวดแข้งปวดขา  หัวเข่า  โรคเกาต์นี้กินน้ำ  น้ำไปละลายกรดยูริกหมด  กรดยูริกก็ทำอะไรไม่ได้  เห็นไหมน้ำเปล่าก็เป็นยา

       เพราะฉะนั้นการบรรทุกของชีวิตเราก็เหมือนกันนะ  เราจะไปมองเพียงว่า  เห็นทรัพย์สินเงินทองแล้วก็ตาโตโลภ  ฉันจะเอาให้หมด  มันน่ากลัวนะน่ากลัวจริง ๆ  มันลึกซึ้งนะ  ถ้าเราเปรียบเทียบตัวเรากับรถยนต์ไม่ออกแล้วก็  เราจะมองไม่เห็นเลย  เราไม่เคยเปรียบเทียบตัวเรากับรถยนต์เลยนะ  มันเหมือนกัน  นั่งรถกันมาไม่รู้กี่คันแล้วยังไม่เคยเปรียบเทียบว่ารถกับเรามันเหมือนกัน  มีดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  มาประกอบเหมือนเรา  มีโครงสร้างมีเหตุปัจจัยเหมือนกัน

       ฉะนั้นเมื่อเรารู้ความจริงแล้ว  เราจะต้องเพิ่มเติมบุญบารมีของเราให้สูงขึ้น  เพื่อให้บุญบารมีของเรานี้  เสริมเติมแต่งให้เราได้ทั้งอริยทรัพย์และทรัพย์สมบัติ  ถ้าเรามีบุญบารมีพร้อม  ทรัพย์สมบัติก็จะเกื้อกูล อริยทรัพย์ได้  ถ้าเรามีบุญบารมีไม่เพียบพร้อม  ทรัพย์สมบัติก็จะเป็นอุปสรรคในการไปหาอริยทรัพย์  ที่มันเป็นอุปสรรคก็เพราะความตระหนี่ของเรานั่นเอง  ฉะนั้นความพอใจ  ไม่พอใจ  หรือโลภะ  โทสะ  โมหะ  มันเป็นปราการเป็นกำแพงกั้นไว้  ถ้าเราฝึกตามที่กล่าวมานั้น  ปัญญามันจะพาให้เราทะลุเห็นความจริงเลยนะ  ความพอใจ  ไม่พอใจจะไม่มีอิทธิพลต่อเราเลย  ถ้าไม่ฝึกเช่นนั้น  ความพอใจ  ไม่พอใจ  หรือโลภะ  โทสะ  โมหะ  มันก็มีอิทธิพลอยู่

       เพราะฉะนั้น การฝึกใช้ไม่เที่ยงเกิดดับนี้  ก็เพื่อฆ่าความตระหนี่ของเรา  ทำไมเราตระหนี่  เรากลัวไม่มีเงินใช้ในวันหน้า  คิดอย่างนี้ก็ถูกต้องนะ  แต่เงินที่เราหาวันนี้อย่าหวังว่าเราจะใช้วันหน้าได้นะ  พรุ่งนี้เราอาจตายเสียก่อน  มีใครรับประกันได้บ้างว่าเราจะไม่ตาย  หมายความว่า  ใช้ให้พอดีกับที่มีอยู่  พอเพียง  เพียงพอ  มันละเอียดมากถ้าเราเข้าใจ

Powered by MakeWebEasy.com