พระพุทธเจ้าสอนอะไร?

น้อยหนึ่งของตัวเรา  ก็ไม่มีในที่ไหนไหน     น้อยหนึ่งของใครใคร  ก็ไม่มีในตัวเรา     ในที่ไหนไหน  ก็ไม่มีน้อยหนึ่งของใครใคร พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างไพเราะมาก ๆ

พระธรรมคำสอนพระพุทธเจ้า ท้าทาย  คือ ตรวจสอบได้ เมื่อเราเอาไปปฏิบัติแล้ว .....ได้ผลจริง ....‎เห็นจริง  ทำให้เรามีกำลังใจ      ที่จะทดลองต่อไป  เมื่อทำต่อไปก็ประสบผลสำเร็จไปเรื่อย ๆ      เมื่อได้ผลดีอย่างนี้ ก็ทำให้เราไม่เสียเวลา

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว  พระองค์ให้เอา "ปัญญา" ขึ้นก่อน   เมื่อมี "ปัญญา" แล้ว จะรู้ผิด รู้ถูก รู้ชั่ว รู้ดี     “ศีล” ก็เกิดขึ้น ตามมา     เมื่อศีลเกิดขึ้น จิตใจก็สงบ  ผ่องใส สมาธิเกิด

ความเกิดเป็นเหตุปัจจัยของความตาย  มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย ในที่สุด     ถ้าหากดับความเกิดได้  ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็ไม่มี จะดับความเกิดได้อย่างไร? ....พระพุทธเจ้าตรัสว่า...     ทุกข์เกิดที่อินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ     ก็ให้ดับทุกข์ หรือ ปัญหาที่เกิดที่อินทรีย์ ๖

คำสอนพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ คือ รู้จริง รู้แจ้ง      เรื่องโลกและชีวิต...  ไม่ใช่ตรัสรู้เรื่องอื่น      ที่เรียกว่าตรัสรู้ คือ  รู้แจ้งแทงตลอด เรื่องโลกและชีวิต      แล้วพระองค์ท่านก็สรุปว่า.... คนเราทุกข์ เพราะ มันหลง ตามไม่ทันสิ่งที่มากระทบ

ชีวิตเรานี้ ถ้าป้อนความจริง ‪‎คือไม่เที่ยงเกิดดับ เราจะได้โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ      แล้วจะดับสังโยชน์ ๑๐ ประการได้ สังโยชน์ ๑๐ ..น่ากลัวมาก เพราะมันคือ ความพอใจ ไม่พอใจ      ลึกซึ้งมาก ๆ ไม่ว่าท่านจะไปเกิดที่ไหน เกิดเป็นอะไร      ท่านก็บำเพ็ญความพอใจ ไม่พอใจ

คนที่ไม่มีปัญญาทางธรรม  จะแก้ไขปัญหาชีวิต  จากที่ผิดไปหาที่ผิด      ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะสอนวิปัสสนาภาวนา       พระพุทธเจ้าจะต้องสอนให้รู้จักตัวเองก่อน ว่า..      *เราเกิดมาทำไม?      *เกิดมาแล้วจะไปไหน?      *เป้าหมายชีวิตคืออะไร? ทุกวันนี้เรียนรู้แต่  ก.ไก่ ข.ไข่  ก.กู  ไม่เคยเรียนกันเลย

พระพุทธเจ้าว่า ‪ ‎โลกและชีวิตเรานี้เป็นระบบของเหตุปัจจัย     มาประชุมกันชั่วคราวเท่านั้น ทุกสิ่ง ทุกอย่างในตัวเรา      ความคิดเห็น คำพูด การกระทำของเรา มาประชุมกันชั่วคราว     ให้เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้น ให้ตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ ให้แตกสลาย ก็ แตกสลาย… ฉะนั้นเมื่อเราเห็นความจริงอย่างนี้แล้ว  เราจะเห็นตัวเราครบถ้วน ‪

>พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกของโลก >พระธรรมคำสอนของพระองค์ ตรัสรู้ >ไม่ใช่ความคิดเห็นของใครทั้งสิ้น แล้วท่านก็เอาความจริงเรื่องโลกและชีวิต      มาบอกพวกเราให้ไปปฏิบัติ  เพื่อแก้ปัญหาชีวิตของเรา     เพราะพระองค์ได้แก้ปัญหาชีวิต  ของพระองค์     สำเร็จมาแล้ว จนพระองค์หลุดพ้น จากกิเลส ตัณหา อาสวะทั้งหลาย จนเป็นพระพุทธเจ้า

ทุกคนจะได้ยินคำว่า "ทำบุญก็ได้บุญ  ทำดีก็ได้ดี" ‎แต่พระพุทธเจ้าว่า...     ”ทำบุญไม่ถูกที่ ไม่ได้บุญ”  “ทำดีไม่ถูกที่ ไม่ได้ดี”     เพราะตกคำว่า "ถูกที่ หรือไม่ถูกที่"     เราทำบุญทุกวัน ไม่เคยขาด สิบปี ร้อยปี     แต่ถ้าทำไม่ถูกที่ คุณก็ไม่ได้บุญ     แถมเติม  บาปอกุศลไปด้วยเพราะเกิดความพอใจ ไม่พอใจ

ความจริง คือ สุข…ความเชื่อ คือ ทุกข์     พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ ความจริง ดับความเชื่อ ....ความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นความจริงที่เราต้องศึกษา     ต้องวิปัสสนาภาวนา แล้วนำมาไว้ในตัวเรา     ด้วยการท่อง... ทำไมจึงท่องเก็บไว้ในตัวเรา     เพราะตัวเรา ...มันมีความคิด การคิดของเราทุกครั้งนั้น

พระพุทธเจ้า ไม่ให้คบคนพาล      *อะเสวะนา จะ พาลานัง* ไม่คบคนพาล  คนพาลคือ  คนโง่เขลาในธรรม  อับปัญญา  รู้เท่าไม่ถึงการณ์ คนพาล คือ คนมิจฉาทิฏฐิ     มิจฉาทิฏฐิคือ  ผู้ที่มีความเห็นผิดไปจากกฎธรรมชาติ     คือ ผู้ที่ไม่เชื่อ เรื่องสวรรค์มีจริง นรกมีจริง     ไม่ใช่คนเกเร ...ตีหัวหมา ปาหัวเจ๊ก

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ ด้วยการฝึก  ถ้าไม่ฝึกเลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ....คนเราเกิดมามีเป้าหมายเหมือนกันทุกคน คือ     ต้องการหนีทุกข์ไปหาสุขถาวร เมื่อรู้เป้าหมายของตนเองแล้ว ประกอบกับ ท่านทั้งหลาย โชคดีที่เกิดมาพบคำสอนพระพุทธเจ้า

Powered by MakeWebEasy.com