พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักตัวเองก่อน

ข้อมูลที่ทุกคนมี คือ การ‎หนีทุกข์ ‎ไปหาทุกข์ ....แล้วท่านจะสุขได้อย่างไร? ..เพราะมันมีแต่ทุกข์+ทุกข์     นี้คือความจริงที่เรียนรู้มา....     แต่ความคิด "ครั้งแรก" ที่เราตื่นขึ้นมา     คือการคิด หนีทุกข์ ไปหาสุขเท่านั้น ไม่มีคิดอย่างอื่น

เป้าหมายชีวิตคืออะไร?     เป้าหมายชีวิต ที่แท้จริงนั้นคืออะไร?      ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครบอกเรา... สอนเรา จึงเป็นชีวิตที่พลาดอย่างมหันต์... พลาดอย่างไม่น่าให้อภัย     พลาดเพราะ เราไปเรียนเรื่องอื่น     และเราเองเป็นผู้ปฏิบัติ...  เราไม่ได้เรียนรู้เลยว่า     ชีวิตเรา.... มีอุปกรณ์อะไรบ้าง....

ข้อมูลเป็นนายเรา เราเป็นขี้ข้าข้อมูล ตื่นมาเราก็เป็นทาสของข้อมูล เราจะไปไหน มาไหนก็ไม่ได้  เพราะเราเป็นผู้รับใช้ข้อมูล ข้อมูล คือผู้ใช้เรา  มันบอกให้เราไปซ้าย ไปขวา เราไปตามที่มันสั่งทันที หลายท่านรู้ว่ามันผิด  แต่ยังทำอยู่ ก็เพราะว่า  ข้อมูลถูกต้องไม่มีในใจ จึงทำสิ่งที่ถูกต้องไม่ได้...

สังโยชน์ ๑๐ แปลว่า เครื่องผูกมัดร้อยรัด เครื่องล่าม ....เหมือนกับโซ่ หรือตรวน หรือขื่อ หรือคา        มันคือ ....‎อนุสัยกิเลส ที่นอนเนื่องอยู่ในตัวเรา     ทุกขุมขน  ทุกเซลล์ในร่างกายของเรา     “สังโยชน์ ๑๐ เป็นตัวข้อมูลสร้างทุกข์  แล้วมาปั้นเป็นตัวเรา”

ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติที่ไม่ได้ศึกษาเรียนรู้ พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ตรัสรู้     พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกของโลกรู้จริง  รู้แจ้งเรื่องโลกและชีวิต ....เพราะชีวิตคนเราที่จะดำเนินไปอย่างมีความสุขนั้น      เมื่อจะทำอะไรจะต้องคิดก่อน     ความคิดที่ถูกต้อง  สิ่งที่ถูกต้องก็จะตามมา     แต่ทุกวันนี้... การที่ไม่รู้พระธรรมคำสอน!     มนุษย์จึงเลือกคิด... ‎สิ่งที่ถูกใจ (ที่เป็นอวิชชาหรือบาปอกุศล)

ความคิดเห็นของคนเราคืออะไร? ....ความคิดของคน เป็นนามธรรม     หรือจิตใจ...  ไม่สามารถ ดูด้วยตาเปล่าได้ ....ใจของเรามีหน้าที่ ๔ อย่าง คือ     รับ (เวทนา)  ...จำ (สัญญา)      คิด (สังขาร)  ...รู้ (วิญญาณ)       เมื่อมีอะไรมากระทบ ทางอินทรีย์ ๖     มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

พระอรหันต์ไม่สามารถแสดงฤทธิ์อวดใครได้ ....เมื่อ พ.ศ. ๑๐๗๙ พระไชยะเถระ เป็นพระอรหันต์     องค์สุดท้ายที่นิพพาน สาระธรรมของศาสนาพุทธ  จบเลย! ....คนก็หันไปกราบไหว้ เจดีย์ จอมปลวก ไหว้ผี สาง     อ้อนวอนเต็มบ้าน เต็มเมือง... หลังจาก พ.ศ.๑๐๗๙ ....ลำพูนก็เข้า.... ‪#‎สู่ยุคฤาษีทันที ....ฤาษีเฟื่องฟู

เราไม่เคยรู้เรื่องตัวเราเลย แล้วเราจะไปรู้จัก ‎พระพุทธเจ้านั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะคนที่จะรู้จักพระพุทธเจ้านั้น ต้องรู้จักตัวเองก่อน .....ว่าฉันเป็นใคร? .....เกิดมาทำไม? .....เป้าหมายชีวิตอยู่ที่ไหน? .....ชีวิตคืออะไร? เราต้องตอบคำถามของเราให้ได้ก่อน

เราจะเห็นว่าชาวพุทธส่วนใหญ่  ปฏิบัติตัวเป็นพราหมณ์แทบจะทั้งหมด พุทธพราหมณ์จะเป็นคนขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไร      ชอบการอ้อนวอนเร็วดี ....มันผิดธรรมะ ผิดธรรมชาติ     ใครจะมาบันดาลให้ท่านได้ตามปรารถนานั้นไม่มี เมื่อไม่รู้หลักธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าวางไว้     เราจึงเป็นคนขี้เกียจ.... ในการปฏิบัติธรรม

ทุกคนมีสัญญาความจำ หรือมีนิสัยสันดานเป็นของตัวเอง  อยู่ในตัวเรียบร้อยแล้ว ....นิสัยสันดาน พระพุทธเจ้าเรียกว่า “‪‎วิบาก”  คือ “กรรม”     ภาษาปัจจุบันเรียกว่า ‪ “‎ข้อมูล” ....ทุกวันนี้ ...‎เราใส่แต่ข้อมูลสร้างทุกข์  #‎ไม่เคยใส่ข้อมูลสร้างสุขเลย     ชีวิตแต่ละคนมีแต่ใส่ข้อมูลสร้างทุกข์... ให้กับตัวเอง ‪    ‎มันน่าใจหาย   เราอุตส่าห์เรียนตั้งแต่อนุบาล... ไปจนสูงสุด     แทนที่จะรู้ ‪#‎วิธีสร้างสุขให้ตัวเอง

ตัวของเรามี ๒ ตัว ที่ซ้อนทับกันอยู่ *ตัวที่ ๑  คือ ร่างกายของเราทั้งหมด *ส่วนตัวที่ ๒ คือ จิตใจของเรานั้นแหละ      เมื่อกายกับใจอยู่ด้วยกัน เรียกว่า *มีชีวิต* ความต้องการของ ๒ ตัวนี้  แตกต่างกัน     บางอย่างมีขีดจำกัด  บางอย่างไม่มีขีดจำกัด เช่น เวลาดื่มเหล้า เมื่อดื่มมาก ๆ

การเดินทางชีวิตของคนเราที่ไม่มีความรู้ ‪    ‎หรือ ปัญญาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้     มาประกอบในการดำเนินชีวิต ก็ผิดพลาด ....เทวดา อินทร์พรหม ทั้งหลายท่านก็เสียใจ      ที่ท่านน่าจะไปได้ไกลกว่านี้ ...แต่ได้แค่ เทวดา อินทร์พรหม     ยังเวียนว่ายตาย เกิด ในวัฏสงสาร ไม่ใช่เป้าหมายชีวิตของคน

๑,๔๐๐ ปี ไม่มีใครรู้ และบอกเราว่า  ผลของการกระทำนั้น เกิดจากข้อมูลเก่าที่เราเก็บไว้มาหลายภพ หลายชาติ     เมื่อไม่รู้ ก็คิดว่า เป็นพรหมลิขิต  แต่มันเกิดจากเราลิขิตเอง เพราะเราไม่รู้  ไม่ได้ศึกษาตัวเราเลย แต่ละวัน แต่ละปีที่ผ่านไป  มันเป็นประสบการณ์ในชีวิตให้รู้ว่า

มนุษย์เราเป็นผู้ทำลายรากเหง้าของโลก ....เพราะความไม่รู้  ก็จะเพิ่มเติม ความอยากความหวัง     ความต้องการ ความปรารถนา หรืออวิชชา ....ความอยาก ความหวังนั้น ๆ จะทำลายสิ่งที่เราเดินผ่านไป     เช่น การเดินเข้าไปในป่าเพื่อตัดต้นไม้ใหญ่     เราจะเดินเหยียบต้นไม้เล็ก ๆ ไปหลายต้น กว่าจะถึงต้นไม้ใหญ่

เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา อินทรีย์ ทั้ง ๖ คือ .....ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เริ่มทำงานทันที      เราห้าม ตาไม่ให้เห็น ไม่ได้      ห้าม หู ไม่ให้ได้ยินเสียง ไม่ได้      ห้าม จมูก ไม่ให้ได้กลิ่น ไม่ได้      ห้าม ลิ้น ไม่ให้ได้รส ไม่ได้      ห้าม กายสัมผัส ไม่รู้ร้อน หนาว อ่อน แข็ง ไม่ได้      ห้าม ใจ ไม่ให้นึกคิด ไม่ได้

เป็นบุญของเราที่ได้มาศึกษาเรียนรู้ตัวเองก่อน ทำให้เรารู้ว่า... ตัวเราเป็นระบบธรรมชาติ     เกิดจากเหตุปัจจัยของเรา ที่มาประชุมกัน     ถ้าเหตุปัจจัย ของเรามาประชุมกันถูกต้องครบถ้วนมันก็ถูกต้อง     ถ้าเหตุปัจจัย ไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง มันก็ไม่ถูกต้อง

Powered by MakeWebEasy.com