เกิดมาไม่เสียชาติเกิด

หนังสือเล่มนี้ ข้าพเจ้าได้รวบรวมเอาคำบรรยายของอาจารย์สินธพ ทรวงแก้ว ซึ่งท่านบรรยายอยู่ที่ มูลนิธิอโศกมุนีแสงธรรม ต.ป่าสัก อ.เมือง จ.ลำพูน
ข้าพเจ้าเห็นว่า คำบรรยายของอาจารย์สินธพฯ ผู้ซึ่งอ่านพระไตรปิฎก ๔๕ เล่ม ถึง ๖ จบด้วยกัน มีคุณค่าแก่การนำไปศึกษาเรียนรู้ฝึกฝนตนเอง

หนังสือเล่มนี้ ข้าพเจ้าได้รวบรวมเอาคำบรรยายของอาจารย์สินธพ ทรวงแก้ว ซึ่งท่านบรรยายอยู่ที่ มูลนิธิอโศกมุนีแสงธรรม ต.ป่าสัก อ.เมือง จ.ลำพูน ข้าพเจ้าเห็นว่า คำบรรยายของอาจารย์สินธพฯ ผู้ซึ่งอ่านพระไตรปิฎก ๔๕ เล่ม ถึง ๖ จบด้วยกัน มีคุณค่าแก่การนำไปศึกษาเรียนรู้ฝึกฝนตนเอง

ข้อมูลที่ทุกคนมี คือ การ‎หนีทุกข์ ‎ไปหาทุกข์ ....แล้วท่านจะสุขได้อย่างไร? ..เพราะมันมีแต่ทุกข์+ทุกข์     นี้คือความจริงที่เรียนรู้มา....     แต่ความคิด "ครั้งแรก" ที่เราตื่นขึ้นมา     คือการคิด หนีทุกข์ ไปหาสุขเท่านั้น ไม่มีคิดอย่างอื่น

เป้าหมายชีวิตคืออะไร?     เป้าหมายชีวิต ที่แท้จริงนั้นคืออะไร?      ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครบอกเรา... สอนเรา จึงเป็นชีวิตที่พลาดอย่างมหันต์... พลาดอย่างไม่น่าให้อภัย     พลาดเพราะ เราไปเรียนเรื่องอื่น     และเราเองเป็นผู้ปฏิบัติ...  เราไม่ได้เรียนรู้เลยว่า     ชีวิตเรา.... มีอุปกรณ์อะไรบ้าง....

ข้อมูลเป็นนายเรา เราเป็นขี้ข้าข้อมูล ตื่นมาเราก็เป็นทาสของข้อมูล เราจะไปไหน มาไหนก็ไม่ได้  เพราะเราเป็นผู้รับใช้ข้อมูล ข้อมูล คือผู้ใช้เรา  มันบอกให้เราไปซ้าย ไปขวา เราไปตามที่มันสั่งทันที หลายท่านรู้ว่ามันผิด  แต่ยังทำอยู่ ก็เพราะว่า  ข้อมูลถูกต้องไม่มีในใจ จึงทำสิ่งที่ถูกต้องไม่ได้...

สังโยชน์ ๑๐ แปลว่า เครื่องผูกมัดร้อยรัด เครื่องล่าม ....เหมือนกับโซ่ หรือตรวน หรือขื่อ หรือคา        มันคือ ....‎อนุสัยกิเลส ที่นอนเนื่องอยู่ในตัวเรา     ทุกขุมขน  ทุกเซลล์ในร่างกายของเรา     “สังโยชน์ ๑๐ เป็นตัวข้อมูลสร้างทุกข์  แล้วมาปั้นเป็นตัวเรา”

ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติที่ไม่ได้ศึกษาเรียนรู้ พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ตรัสรู้     พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกของโลกรู้จริง  รู้แจ้งเรื่องโลกและชีวิต ....เพราะชีวิตคนเราที่จะดำเนินไปอย่างมีความสุขนั้น      เมื่อจะทำอะไรจะต้องคิดก่อน     ความคิดที่ถูกต้อง  สิ่งที่ถูกต้องก็จะตามมา     แต่ทุกวันนี้... การที่ไม่รู้พระธรรมคำสอน!     มนุษย์จึงเลือกคิด... ‎สิ่งที่ถูกใจ (ที่เป็นอวิชชาหรือบาปอกุศล)

ความคิดเห็นของคนเราคืออะไร? ....ความคิดของคน เป็นนามธรรม     หรือจิตใจ...  ไม่สามารถ ดูด้วยตาเปล่าได้ ....ใจของเรามีหน้าที่ ๔ อย่าง คือ     รับ (เวทนา)  ...จำ (สัญญา)      คิด (สังขาร)  ...รู้ (วิญญาณ)       เมื่อมีอะไรมากระทบ ทางอินทรีย์ ๖     มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

พระอรหันต์ไม่สามารถแสดงฤทธิ์อวดใครได้ ....เมื่อ พ.ศ. ๑๐๗๙ พระไชยะเถระ เป็นพระอรหันต์     องค์สุดท้ายที่นิพพาน สาระธรรมของศาสนาพุทธ  จบเลย! ....คนก็หันไปกราบไหว้ เจดีย์ จอมปลวก ไหว้ผี สาง     อ้อนวอนเต็มบ้าน เต็มเมือง... หลังจาก พ.ศ.๑๐๗๙ ....ลำพูนก็เข้า.... ‪#‎สู่ยุคฤาษีทันที ....ฤาษีเฟื่องฟู

เราไม่เคยรู้เรื่องตัวเราเลย แล้วเราจะไปรู้จัก ‎พระพุทธเจ้านั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะคนที่จะรู้จักพระพุทธเจ้านั้น ต้องรู้จักตัวเองก่อน .....ว่าฉันเป็นใคร? .....เกิดมาทำไม? .....เป้าหมายชีวิตอยู่ที่ไหน? .....ชีวิตคืออะไร? เราต้องตอบคำถามของเราให้ได้ก่อน

เราจะเห็นว่าชาวพุทธส่วนใหญ่  ปฏิบัติตัวเป็นพราหมณ์แทบจะทั้งหมด พุทธพราหมณ์จะเป็นคนขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไร      ชอบการอ้อนวอนเร็วดี ....มันผิดธรรมะ ผิดธรรมชาติ     ใครจะมาบันดาลให้ท่านได้ตามปรารถนานั้นไม่มี เมื่อไม่รู้หลักธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าวางไว้     เราจึงเป็นคนขี้เกียจ.... ในการปฏิบัติธรรม

ทุกคนมีสัญญาความจำ หรือมีนิสัยสันดานเป็นของตัวเอง  อยู่ในตัวเรียบร้อยแล้ว ....นิสัยสันดาน พระพุทธเจ้าเรียกว่า “‪‎วิบาก”  คือ “กรรม”     ภาษาปัจจุบันเรียกว่า ‪ “‎ข้อมูล” ....ทุกวันนี้ ...‎เราใส่แต่ข้อมูลสร้างทุกข์  #‎ไม่เคยใส่ข้อมูลสร้างสุขเลย     ชีวิตแต่ละคนมีแต่ใส่ข้อมูลสร้างทุกข์... ให้กับตัวเอง ‪    ‎มันน่าใจหาย   เราอุตส่าห์เรียนตั้งแต่อนุบาล... ไปจนสูงสุด     แทนที่จะรู้ ‪#‎วิธีสร้างสุขให้ตัวเอง

ตัวของเรามี ๒ ตัว ที่ซ้อนทับกันอยู่ *ตัวที่ ๑  คือ ร่างกายของเราทั้งหมด *ส่วนตัวที่ ๒ คือ จิตใจของเรานั้นแหละ      เมื่อกายกับใจอยู่ด้วยกัน เรียกว่า *มีชีวิต* ความต้องการของ ๒ ตัวนี้  แตกต่างกัน     บางอย่างมีขีดจำกัด  บางอย่างไม่มีขีดจำกัด เช่น เวลาดื่มเหล้า เมื่อดื่มมาก ๆ

การเดินทางชีวิตของคนเราที่ไม่มีความรู้ ‪    ‎หรือ ปัญญาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้     มาประกอบในการดำเนินชีวิต ก็ผิดพลาด ....เทวดา อินทร์พรหม ทั้งหลายท่านก็เสียใจ      ที่ท่านน่าจะไปได้ไกลกว่านี้ ...แต่ได้แค่ เทวดา อินทร์พรหม     ยังเวียนว่ายตาย เกิด ในวัฏสงสาร ไม่ใช่เป้าหมายชีวิตของคน

๑,๔๐๐ ปี ไม่มีใครรู้ และบอกเราว่า  ผลของการกระทำนั้น เกิดจากข้อมูลเก่าที่เราเก็บไว้มาหลายภพ หลายชาติ     เมื่อไม่รู้ ก็คิดว่า เป็นพรหมลิขิต  แต่มันเกิดจากเราลิขิตเอง เพราะเราไม่รู้  ไม่ได้ศึกษาตัวเราเลย แต่ละวัน แต่ละปีที่ผ่านไป  มันเป็นประสบการณ์ในชีวิตให้รู้ว่า

มนุษย์เราเป็นผู้ทำลายรากเหง้าของโลก ....เพราะความไม่รู้  ก็จะเพิ่มเติม ความอยากความหวัง     ความต้องการ ความปรารถนา หรืออวิชชา ....ความอยาก ความหวังนั้น ๆ จะทำลายสิ่งที่เราเดินผ่านไป     เช่น การเดินเข้าไปในป่าเพื่อตัดต้นไม้ใหญ่     เราจะเดินเหยียบต้นไม้เล็ก ๆ ไปหลายต้น กว่าจะถึงต้นไม้ใหญ่

เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา อินทรีย์ ทั้ง ๖ คือ .....ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เริ่มทำงานทันที      เราห้าม ตาไม่ให้เห็น ไม่ได้      ห้าม หู ไม่ให้ได้ยินเสียง ไม่ได้      ห้าม จมูก ไม่ให้ได้กลิ่น ไม่ได้      ห้าม ลิ้น ไม่ให้ได้รส ไม่ได้      ห้าม กายสัมผัส ไม่รู้ร้อน หนาว อ่อน แข็ง ไม่ได้      ห้าม ใจ ไม่ให้นึกคิด ไม่ได้

เป็นบุญของเราที่ได้มาศึกษาเรียนรู้ตัวเองก่อน ทำให้เรารู้ว่า... ตัวเราเป็นระบบธรรมชาติ     เกิดจากเหตุปัจจัยของเรา ที่มาประชุมกัน     ถ้าเหตุปัจจัย ของเรามาประชุมกันถูกต้องครบถ้วนมันก็ถูกต้อง     ถ้าเหตุปัจจัย ไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง มันก็ไม่ถูกต้อง

น้อยหนึ่งของตัวเรา  ก็ไม่มีในที่ไหนไหน     น้อยหนึ่งของใครใคร  ก็ไม่มีในตัวเรา     ในที่ไหนไหน  ก็ไม่มีน้อยหนึ่งของใครใคร พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างไพเราะมาก ๆ

พระธรรมคำสอนพระพุทธเจ้า ท้าทาย  คือ ตรวจสอบได้ เมื่อเราเอาไปปฏิบัติแล้ว .....ได้ผลจริง ....‎เห็นจริง  ทำให้เรามีกำลังใจ      ที่จะทดลองต่อไป  เมื่อทำต่อไปก็ประสบผลสำเร็จไปเรื่อย ๆ      เมื่อได้ผลดีอย่างนี้ ก็ทำให้เราไม่เสียเวลา

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว  พระองค์ให้เอา "ปัญญา" ขึ้นก่อน   เมื่อมี "ปัญญา" แล้ว จะรู้ผิด รู้ถูก รู้ชั่ว รู้ดี     “ศีล” ก็เกิดขึ้น ตามมา     เมื่อศีลเกิดขึ้น จิตใจก็สงบ  ผ่องใส สมาธิเกิด

ความเกิดเป็นเหตุปัจจัยของความตาย  มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย ในที่สุด     ถ้าหากดับความเกิดได้  ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็ไม่มี จะดับความเกิดได้อย่างไร? ....พระพุทธเจ้าตรัสว่า...     ทุกข์เกิดที่อินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ     ก็ให้ดับทุกข์ หรือ ปัญหาที่เกิดที่อินทรีย์ ๖

คำสอนพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ คือ รู้จริง รู้แจ้ง      เรื่องโลกและชีวิต...  ไม่ใช่ตรัสรู้เรื่องอื่น      ที่เรียกว่าตรัสรู้ คือ  รู้แจ้งแทงตลอด เรื่องโลกและชีวิต      แล้วพระองค์ท่านก็สรุปว่า.... คนเราทุกข์ เพราะ มันหลง ตามไม่ทันสิ่งที่มากระทบ

ชีวิตเรานี้ ถ้าป้อนความจริง ‪‎คือไม่เที่ยงเกิดดับ เราจะได้โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ      แล้วจะดับสังโยชน์ ๑๐ ประการได้ สังโยชน์ ๑๐ ..น่ากลัวมาก เพราะมันคือ ความพอใจ ไม่พอใจ      ลึกซึ้งมาก ๆ ไม่ว่าท่านจะไปเกิดที่ไหน เกิดเป็นอะไร      ท่านก็บำเพ็ญความพอใจ ไม่พอใจ

คนที่ไม่มีปัญญาทางธรรม  จะแก้ไขปัญหาชีวิต  จากที่ผิดไปหาที่ผิด      ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะสอนวิปัสสนาภาวนา       พระพุทธเจ้าจะต้องสอนให้รู้จักตัวเองก่อน ว่า..      *เราเกิดมาทำไม?      *เกิดมาแล้วจะไปไหน?      *เป้าหมายชีวิตคืออะไร? ทุกวันนี้เรียนรู้แต่  ก.ไก่ ข.ไข่  ก.กู  ไม่เคยเรียนกันเลย

พระพุทธเจ้าว่า ‪ ‎โลกและชีวิตเรานี้เป็นระบบของเหตุปัจจัย     มาประชุมกันชั่วคราวเท่านั้น ทุกสิ่ง ทุกอย่างในตัวเรา      ความคิดเห็น คำพูด การกระทำของเรา มาประชุมกันชั่วคราว     ให้เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้น ให้ตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ ให้แตกสลาย ก็ แตกสลาย… ฉะนั้นเมื่อเราเห็นความจริงอย่างนี้แล้ว  เราจะเห็นตัวเราครบถ้วน ‪

>พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกของโลก >พระธรรมคำสอนของพระองค์ ตรัสรู้ >ไม่ใช่ความคิดเห็นของใครทั้งสิ้น แล้วท่านก็เอาความจริงเรื่องโลกและชีวิต      มาบอกพวกเราให้ไปปฏิบัติ  เพื่อแก้ปัญหาชีวิตของเรา     เพราะพระองค์ได้แก้ปัญหาชีวิต  ของพระองค์     สำเร็จมาแล้ว จนพระองค์หลุดพ้น จากกิเลส ตัณหา อาสวะทั้งหลาย จนเป็นพระพุทธเจ้า

ทุกคนจะได้ยินคำว่า "ทำบุญก็ได้บุญ  ทำดีก็ได้ดี" ‎แต่พระพุทธเจ้าว่า...     ”ทำบุญไม่ถูกที่ ไม่ได้บุญ”  “ทำดีไม่ถูกที่ ไม่ได้ดี”     เพราะตกคำว่า "ถูกที่ หรือไม่ถูกที่"     เราทำบุญทุกวัน ไม่เคยขาด สิบปี ร้อยปี     แต่ถ้าทำไม่ถูกที่ คุณก็ไม่ได้บุญ     แถมเติม  บาปอกุศลไปด้วยเพราะเกิดความพอใจ ไม่พอใจ

ความจริง คือ สุข…ความเชื่อ คือ ทุกข์     พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ ความจริง ดับความเชื่อ ....ความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นความจริงที่เราต้องศึกษา     ต้องวิปัสสนาภาวนา แล้วนำมาไว้ในตัวเรา     ด้วยการท่อง... ทำไมจึงท่องเก็บไว้ในตัวเรา     เพราะตัวเรา ...มันมีความคิด การคิดของเราทุกครั้งนั้น

พระพุทธเจ้า ไม่ให้คบคนพาล      *อะเสวะนา จะ พาลานัง* ไม่คบคนพาล  คนพาลคือ  คนโง่เขลาในธรรม  อับปัญญา  รู้เท่าไม่ถึงการณ์ คนพาล คือ คนมิจฉาทิฏฐิ     มิจฉาทิฏฐิคือ  ผู้ที่มีความเห็นผิดไปจากกฎธรรมชาติ     คือ ผู้ที่ไม่เชื่อ เรื่องสวรรค์มีจริง นรกมีจริง     ไม่ใช่คนเกเร ...ตีหัวหมา ปาหัวเจ๊ก

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ ด้วยการฝึก  ถ้าไม่ฝึกเลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ....คนเราเกิดมามีเป้าหมายเหมือนกันทุกคน คือ     ต้องการหนีทุกข์ไปหาสุขถาวร เมื่อรู้เป้าหมายของตนเองแล้ว ประกอบกับ ท่านทั้งหลาย โชคดีที่เกิดมาพบคำสอนพระพุทธเจ้า

Powered by MakeWebEasy.com