image

ทางเดินของชีวิต เราเลือกลิขิตเองได้

       เส้นทางสายเก่าที่เราเดินทางมาตลอดชีวิตนี้  มันไม่ประสบความสำเร็จ  เพราะเรายังมีทุกข์อยู่  ฉะนั้นเราต้องเลือกเส้นทางสายใหม่ของชีวิต  แล้วจะทำยังไง  ก่อนที่จะรู้ว่าทางสายใหม่ของชีวิตนั้นเป็นอย่างไร  เราต้องรู้องค์ประกอบของการเดินทางสายใหม่นี้ให้ครบ  คือ ต้องรู้เส้นทางสายใหม่ว่าเป็นอย่างไร  แล้วต้องรู้ตัวคนเดินทางว่า  ชีวิตเราเป็นอย่างไร  ชีวิตประกอบด้วยอะไร  ถ้าเราไม่รู้ทั้งสองด้าน คือ ไม่รู้ทางเดิน และคนเดินทาง  การเดินทางชีวิตก็ไม่สำเร็จ  
       เราจะเห็นว่าคนทั่วไปในโลกนี้  บอกแต่วิธีแก้ปัญหา  แต่เขาไม่ได้บอกให้เรารู้จักตัวผู้แก้ปัญหาเลย  ว่าเป็นอย่างไร  ฉะนั้นมันถึงแก้ปัญหากันไม่ได้  วันนี้เราจะเดินบนเส้นทางสายใหม่  เราต้องรู้จักทางเดินและคนเดินทาง  และเป้าหมายที่เราเดินทาง  เรื่องที่ผมเน้นย้ำมาตลอดก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า  องค์ประกอบของการเดินทางที่สำคัญ คือตัวผู้เดินทาง  อันนี้สำคัญมาก
       เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จักตัวเราเองก่อน  ว่าชีวิตคืออะไร  เป้าหมายชีวิตอยู่ที่ไหน  ที่บอกว่าชีวิต คือ  การศึกษาเรียนรู้  เราไม่ได้อะไรมาฟรีเลย  เราแพ้สัตว์เดรัจฉาน  เพราะสัตว์เดรัจฉานมันมีสัญชาตญาณ  ยกตัวอย่าง เต่าทะเล  เกิดมามันก็ออกจากเปลือกไข่เอง  เดินลงทะเลเองได้  มันก็ว่ายน้ำได้  แต่ตัวเรานี้ถ้าแม่ไข่ทิ้ง  อย่างนั้นก็ต้องเสียชีวิตทันที   เพราะเราไม่มีสัญชาตญาณอย่างนั้น 
       แต่เราเหนือกว่าสัตว์เดรัจฉานทั้งปวง  คือ เราสามารถฝึกฝนตัวเองได้  มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน  สัตว์เดรัจฉานมันฝึกฝนตัวมันเองไม่ได้  คนสอนให้เท่าไหร่สัตว์ก็ได้เท่านั้น  แต่ตัวเรานั้นฝึกฝนตัวเองได้หาที่สิ้นสุดไม่ได้  ฝึกเป็นอะไรก็ได้  ฝึกเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต  ฝึกเป็นหมอ  เป็นพยาบาล  เป็นนักวิทยาศาสตร์  เป็นโจร  เป็นพระพุทธเจ้ายังได้เลย  ขึ้นอยู่กับการฝึก
       ฉะนั้นคนเรามีศักยภาพในการฝึกฝนตัวเองหาที่สิ้นสุดไม่ได้  ถ้าเราเข้าใจ  ทำไมเราต้องฝึก  แล้วตัวเรามีอะไรเป็นเครื่องมือในการฝึก  แล้วฝึกเพื่ออะไรล่ะ  คือ ฝึกเพื่อหนีทุกข์ไปหาสุขถาวร  แล้วการหนีทุกข์ไปหาสุขนั้น  ธรรมชาติให้เครื่องมือการฝึกฝนตัวเองมา 6 ทาง  คือ ทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  แล้วเวลาอีก 24 ชั่วโมงต่อวัน  นี่คือ เครื่องมือการฝึกของตัวเรา  เราจะฝึกตัวเรา  ก็ฝึกที่ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ   พระพุทธเจ้าว่า  คนจะโง่  จะฉลาด  จะรวย  จะจน  ก็ขึ้นอยู่กับการใช้ที่ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ
       แล้วท่านก็บอกว่าตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ ของเรามีหน้าที่ถึง 2 หน้าที่คือ  1. หน้าที่รับความรู้สึก  อันนี้เรียกว่าหน้าที่สร้างทุกข์และ  2. หน้าที่การศึกษาเรียนรู้  หน้าที่อันที่ 2  อันนี้เรียกว่าหน้าที่สร้างสุข คือ เมื่อมีอะไรมากระทบตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ถ้าเราศึกษาเรียนรู้  เราจะได้ความรู้จากสิ่งที่มากระทบสัมผัสตัวเรา  เราก็ไม่ทุกข์มาก  แต่ถ้าเราใช้หน้าที่อันที่ 1  คือรับความรู้สึกไม่ได้ศึกษาเรียนรู้  เราก็ใช้อารมณ์ความรู้สึกของเราไปแก้ปัญหา  มันก็ทำให้เราทุกข์มากขึ้น  หน้าที่ของ ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ มี 2 อย่าง  ที่อยู่กับเรามานมนาน  แต่เราไม่เคยศึกษา  เพราะระบบการศึกษาของโลกนี้ ไม่ได้สอนให้เราหันกลับมาศึกษาตัวเองเลย  ตัวผู้ศึกษาจึงไม่ได้รับการศึกษาตรวจสอบตนเอง  ทำให้คนเราไม่รู้จักตัวเองเพียงพอ
       เพราะฉะนั้นเราจะพัฒนาฝึกฝนตัวเองไปไหน  พระพุทธเจ้าว่า เราฝึกฝนตนเองเพื่อหนีทุกข์ไปหาสุข  การหนีทุกข์นั้นเราต้องรู้ว่าทุกข์นั้นมี 2 อย่าง คือ  ทุกข์ที่ธรรมชาติสร้าง  คือทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย  แล้วก็ทุกข์ที่เราสร้างขึ้นมาเอง  ก็คือทุกข์หนี้สิน  ทุกข์เพราะลูก เพราะผัว เพราะเมีย ทุกข์เพราะความพอใจไม่พอใจที่เราสร้างขึ้นมา  คือ แต่ละวันนี้เราไม่สามารถจะทำตามสิ่งที่เราตั้งใจ มาเกิดเป็นคน  คือมาเพื่อแก้ปัญหาเกิด แก่ เจ็บ ตาย  เพราะเราเกิดมาแล้วไม่มีใครอยากตาย  เราต้องการมาแก้ปัญหาอันนี้  แต่ว่าเราไม่มีโอกาสแก้  เราไปแก้ปัญหาที่หนี้สิน  ความยุ่งยากที่เกิดขึ้นในตัวเรา  และครอบครัวของเรา  เป็นส่วนใหญ่ในชีวิต  จนลืมไปสนิทเลยว่า ชีวิตนี้เราตั้งใจมาแก้ปัญหาให้ตัวเราไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก  เรียกว่าอยากได้ อยากพบสุขถาวร
       แล้วสุขที่เราจะไปถึงมันก็มี 2 อย่าง ก็คือ  1. สุขที่ขึ้นกับปัจจัยภายนอก  เรียกว่าสุขชั่วคราว คือหาอะไรมาปรนเปรอตัวเราได้ก็สุข  ถ้าไม่ได้ก็ทุกข์  ถ้าได้มากจนเป็นความพอใจไม่พอใจแล้ว  สิ่งที่เราได้มาส่วนมาก  มันเป็นเครื่องมือประกอบให้เราสร้างสุขชั่วคราวเท่านั้น  เราก็จะไปติดหล่มกับสุขชั่วคราว  หรือติดหล่มทรัพย์สมบัตินั้น  เรียกว่าไปติดตาข่ายพญามาร  ออกไม่ได้  เราก็ไปจมอยู่ในทรัพย์สมบัติของเรา  อย่างเศรษฐี มหาเศรษฐีในโลก  ที่เขาไปจมอยู่ในทรัพย์สมบัติของเขา  จนไม่สามารถมีเวลาแก้ไขตัวเองได้  อันนี้ก็ถือว่าเป็นวิบัติของชีวิตอีกอันหนึ่งที่เราไม่เข้าใจ  คือ  เราไปหลงสร้างสุข หลงสุขชั่วคราวของเรา  ซึ่งเราไม่รู้ว่า สุขมันมี 2 อย่างคือ  สุขถาวร กับ สุขชั่วคราว
       เพราะฉะนั้นการดำเนินชีวิตของเราก็ไปสาละวนอยู่กับสุขชั่วคราว  ฉะนั้นก็ถือว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญ  ถ้าเราไม่เข้าใจว่า  สุขมันมี 2 อย่าง  1. สุขชั่วคราว คือ  สุขที่ขึ้นกับปัจจัยภายนอก คือ หาอะไรมาสนองความพอใจไม่พอใจให้ตัวเอง กับ  2. สุขถาวร คือ  สุขที่ไม่ขึ้นกับปัจจัยภายนอก คือ  สุขที่รู้เห็นความจริงของโลกและชีวิต  ว่าโลกและชีวิตนี้  ใหม่  เก่า  แตกสลายหนุ่ม  แก่  ตาย  หรือไม่เที่ยงเกิดดับ  หรือไตรลักษณ์อิทัปปัจจยตา 2 กฎนี้  ถ้าใครเข้าใจกฎธรรมชาติ 2 กฎที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้แล้ว  เราจะพบสุขถาวร  นี่คือชีวิต
       เมื่อเรารู้ว่า  ชีวิตและเป้าหมายชีวิตเราเป็นอย่างนี้  ต่อไปเราต้องลงรายละเอียดในชีวิตของเราอีกว่า  ตัวเรามีอะไรเป็นองค์ประกอบอีกบ้าง  ถ้าเราไม่เข้าใจตัวเราอย่างลึกซึ้งแล้ว  เราจะแก้ปัญหาตัวเรา คือ  ผู้เดินทางไม่ได้  เพราะตัวเราจะเป็นอุปสรรคในการเดินทางชีวิต  เพราะตัวเราที่พระพุทธเจ้าว่ามี 2 ตัว คือ  มีกายกับใจ    กายเป็นธาตุไม่รู้  ใจเป็นธาตุรู้  มีหน้าที่อยู่ 4 อย่าง คือ รับ  จำ  คิด  รู้  หรือ เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  รวมกันกับรูป 1 ขันธ์  ใจ 4 ขันธ์ รวมกันเป็นขันธ์ 5  อันนี้เรียกว่าตัวเราจริง ๆ  คือ ตัวเราที่นอนหลับอยู่  คือศึกษาแต่ตัวเราที่เป็นรูปธรรม  นามธรรมเท่านั้น  เปรียบเสมือนว่า  เราศึกษารถยนต์ที่จอดอยู่กับที่  ศึกษาแต่เครื่องยนต์และตัวถัง  แต่เราไม่ได้ศึกษาต่อไปว่า  เวลามันเปิดเครื่องขึ้นมา  เครื่องยนต์กับตัวถังมันทำงานร่วมกันยังไง  เพราะฉะนั้นชีวิตเรานี้ ถ้าเราได้ศึกษาตัวเรา  ทั้งร่างกายกับใจ  ว่าใจกับกาย  มันทำงานร่วมกันอย่างไร  เราก็จะเข้าใจวิถีชีวิตเรา
       เมื่อเราตื่นขึ้นมา ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  เราเปิดรับรู้โลกภายนอก  ให้โลกภายนอกเข้ามาสัมผัสตัวเรา 6 ทางนี้ เมื่อตื่นขึ้นมา  ตาเห็นรูป  หูได้ยินเสียง  จมูกได้กลิ่น  ลิ้นได้รส  การสัมผัส  ใจคิดนึก  ใจก็จะไปลากเอาสัญญาความจำ หรือเจตสิกออกมารับการกระทบ  สัญญาความจำที่อยู่ในใจเรา เป็นสัญญาความจำด้านลบ คือ  ความพอใจไม่พอใจที่เราใส่  มานับภพ นับชาติไม่ถ้วน  ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอวิชชา  คือ ความเห็นผิด เราก็เอาข้อมูลความเห็นผิดนี้ไปปรุงแต่งสิ่งมากระทบตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ คือ  ไปหลงพอใจ ไม่พอใจสิ่งที่มากระทบสัมผัส ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  เป็นเหตุให้ความพอใจไม่พอใจเกิดขึ้น  พอใจแปลว่าโลภ  ไม่พอใจแปลว่าโกรธ  ตามไม่ทันแปลว่าหลง  ก็หมายความว่า แต่ละวันที่เราตื่นขึ้นมา  เราบำเพ็ญโลภะ  โทสะ  โมหะ  เกิดขึ้นที่ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  แล้วเอาไปเก็บไว้ในใจ เป็นสัญญาความจำ  มานับภพนับชาติไม่ถ้วน  สัญญาความจำอันนี้  พระพุทธเจ้าว่า  เป็นวิบากกรรม  กรรมลิขิต  กรรมจำแนกบุคคล
       แล้วกรรมมันลิขิตเราได้อย่างไร  ก็คือสัญญาความจำที่เป็นกรรมและวิบาก  วิบากคือผลของการกระทำ  ที่เราเก็บไว้ในใจนี้  มันก็สามารถควบคุมวิถีชีวิตเราได้  เพราะพระพุทธเจ้าว่า  คนเราสั่งตัวเองไม่ได้  ระบบชีวิตของเรา  เป็นระบบอัตโนมัติ  ไม่มีผู้ใดสั่งการ  มีระบบเหตุปัจจัยเป็นตัวกำหนด  ในเมื่อระบบเหตุปัจจัยมันเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตเรา  เราสั่งตัวเราไม่ได้  เราจะเห็นว่าการกระทำของเรานั้น ใจเป็นคนสั่ง  แต่ก่อนใจจะสั่งนี้  สัญญาความจำหรือข้อมูลเป็นตัวกำหนด  อย่างมือเราจะต่อยใคร  ใจมันสั่ง  ถ้าข้อมูลสั่งไม่ให้ต่อย  มือก็ไม่ต่อย  อย่างเช่น  คนไทยด่า  เรารู้ความหมายแล้วมีข้อมูลคำด่าอยู่ในใจ  ใจก็ไปดึงสติไปลากเอาข้อมูลมาปรุงแต่งให้ใจคิด  คิดแล้วก็ถ่ายทอดไปสู่การกระทำ สั่งมือไล่ต่อยเขา  เมื่อต่อยเสร็จแล้วก็เก็บกรรมและวิบากกรรมไว้ในใจต่อไป  แต่ถ้าในสัญญาความจำไม่มีข้อมูลที่เสียงเขาด่า  อย่างเช่นคนต่างชาติเขาด่ามา  เราแปลความหมายเสียงด่านั้นไม่ได้  ใจเราไม่มีข้อมูลความหมายในคำด่า  ก็คิดไม่ได้  มือเราก็ไม่ไปต่อยใครอย่างนี้เป็นต้น  เราจะเห็นว่าที่ผ่านมา  เราได้รับการสั่งสอนระบบชีวิตแค่ใจเท่านั้น  ไม่มีใครพูดเลยไปถึง ข้อมูลสัญญาความจำ หรือเจตสิก ว่าเป็นตัวกำหนดในชีวิตของเรา  ในเมื่อมันเป็นอย่างนี้
       เจตสิก  คือสัญญาความจำที่เราเก็บวิบากกรรมไว้  วิบากกรรมเป็นตัวสั่ง  พระพุทธเจ้าก็พูดสั้น ๆ ว่ากรรมลิขิต  กรรมก็คือวิบากกรรม  กรรมและผลของการกระทำนั้นลิขิตเรา   เพราะฉะนั้นเมื่อมันลิขิตเรา  อย่างทุกวันนี้ที่เราตื่นขึ้นมา  เราก็เติมความพอใจ ไม่พอใจ โลภะ โทสะ โมหะ ใส่ใจเราตลอดวัน ตลอดเดือน ตลอดปี ตลอดชาติของเรา  ฉะนั้นข้อมูลสัญญาความจำ  โลภะ  โทสะ  โมหะ  ที่พระพุทธเจ้าว่าเป็นเหตุปัจจะโย  คือเป็นต้นตอของอวิชชา  โลภะ  โทสะ  โมหะ  เป็นเหตุปัจจะโย  หรือสมุทัยของทุกข์ทั้งปวง  ด้วยเหตุนี้เราจึงใส่ข้อมูลสร้างทุกข์ไว้ในใจเราตลอดเวลา  ข้อมูลสร้างทุกข์คือ  โลภะ  โทสะ  โมหะ  ก็เป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตเราทุกวันนี้เพราะว่า  ข้อมูลที่เราใส่ไปนั้น  มันเป็นจุดเริ่มต้น  เป็นฐานความคิดของชีวิตเรา  เรายังมีชีวิตอยู่เราต้องคิด  ความคิดของเราทุกครั้งต้องมีฐานข้อมูลในการคิด  เราจะคิดผิด  คิดถูก  ก็ขึ้นอยู่กับฐานข้อมูลในการคิด
       เพราะฉะนั้นการดำเนินชีวิต  หรือวิถีชีวิตเราที่ผ่านมานั้น  เราใส่แต่ข้อมูลสร้างทุกข์มาโดยตลอด  ข้อมูลสร้างสุขดับทุกข์เราไม่เคยใส่เลย  ฉะนั้นวิถีชีวิตเราก็ดำเนินอยู่ด้านเดียว  คือด้านสร้างทุกข์เท่านั้น  ฉะนั้นวิถีชีวิตของคน  ก็สร้างได้แต่ทุกข์เท่านั้น  ก็ไม่น่าเชื่อว่าคนเรานี้มีศักยภาพที่สร้างได้ทั้งสุขและทุกข์  แต่ทำไมเราสร้างสุขไม่ได้  สร้างได้แต่ทุกข์  เพราะเราสร้างทุกข์กันตลอดเวลา  เราสร้างสุขไม่ได้  ทุกข์ก็คือความสุขชั่วคราวเรียกว่าทุกข์  เราได้สุขชั่วคราวมา  เราคิดว่าเป็นสุขถาวร  ความจริงมันเป็นทุกข์ถาวร
       ฉะนั้นข้อมูลสร้างทุกข์ถาวรหรือสร้างสุขชั่วคราวเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตเรา  เพราะฉะนั้นเราก็ถูกลิขิตด้วยข้อมูลนี้  ทำไมเราถึงเป็นอย่างนั้น  ก็เพราะเราไม่รู้เรื่องตัวเราเองเลย  การที่เราไม่รู้เรื่องตัวเราเอง  เราก็สร้างความเลวร้ายซ้ำซาก  นับภพนับชาติไม่ถ้วน  เราไม่คิดเลยว่า  เราเป็นคน  ทำไมใส่ข้อมูลสร้างทุกข์ให้แก่ตัวเอง  เพราะเราไม่รู้ว่าตัวเราสร้างทุกข์  ซึ่งทุกวันนี้เราสร้างทุกข์ด้วยข้อมูลสร้างทุกข์  ข้อมูลนั้นก็สั่งใจ  ใจสั่งร่างกายให้ทำ ผลของการกระทำ ทางกายก็เก็บเป็นสัญญาความจำ  มันก็เอากรรมเก่าไปสร้างกรรมใหม่  กรรมใหม่ไปสร้างกรรมเก่าวนเวียนหาที่สิ้นสุดไม่ได้
       ที่เราแก้ปัญหาชีวิตเราไม่ได้เลย  ก็เพราะว่า เราใส่ข้อมูลหรือพฤติกรรมอย่างนี้มานมนาน  ทำมาซ้ำซากด้วยความพอใจ ไม่พอใจ เพราะความพอใจ ไม่พอใจนี้  เราจะเห็นว่ามันมีทั้งสุขและทุกข์อยู่ข้างในนั้น  เพราะเราแยกไม่ออกว่า  อันไหนสุขจริง  อันไหนสุขเทียม  เราแยกไม่ได้  เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าวิถีชีวิตของเรา  จะถูกข้อมูลสร้างทุกข์ คือความพอใจ ไม่พอใจ หรือโลภะ  โทสะ  โมหะ  กำหนดวิถีชีวิตเรามาตลอด  เพราะเราหนีจากระบบนี้ไม่ได้  คนทั้งหลายหนีจากระบบข้อมูลสร้างทุกข์ของตัวเองไม่ได้ เรียกว่า  สร้างกำแพงคุกขังตัวเอง  ไม่สามารถจะเจาะกำแพงของตัวเองออกมาได้  มันน่าเสียใจว่าเราเป็นคน  ทำไมมาสร้างกรงขังตัวเองอย่างนี้  มันเสียชื่อความเป็นคนหมดนะ
       ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงสรุปว่า  คนคือสัตว์โลกชนิดหนึ่ง  คือมีสภาวะจิตเหมือนกัน  หนีทุกข์ไปหาสุข  กิน  นอน  สืบพันธุ์เหมือนกัน คือสร้างทุกข์ให้กับตัวเองเหมือนกัน  ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้ามาบอกทางสร้างสุขให้เรา  เราก็คงสร้างสุขไม่ได้  เพราะฉะนั้นการที่เราจะเห็นว่ากระบวนการสร้างทุกข์ของตัวเราผ่านทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  มาเก็บเป็นสัญญาความจำ  แล้วสัญญาความจำมันก็เอาข้อมูลมาสร้างเป็นมโนกรรม  วจีกรรม  กายกรรมขึ้นมาอีก  เพราะฉะนั้นทุกข์ที่เราสร้างใส่เป็นสัญญาความจำ  เป็นข้อมูลในตัวเราถึง 9 ทาง คือทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ทางมโรกรรม  วจีกรรม  กายกรรม  และทุกข์ที่เราสร้างขึ้นมาใส่เป็นสัญญาความจำไว้ในใจนี้  มันมากมายเกินกว่าเราจะนับได้
       เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่าเราเวียนว่ายตายเกิด  น้ำในทะเล 4 มหาสมุทรยังน้อยกว่าน้ำตาเรา  แล้วทุกข์ที่เราใส่เข้าไปโดยความเต็มใจ  มันก็เลยเป็นผู้ลิขิตชีวิตเรามาตลอด  เราก็รู้ไม่ได้ว่าทุกวันนี้ที่เราดำเนินชีวิตอยู่  แทนที่จะพาตัวเราไปหาสุขกลับพาตัวเราไปหาทุกข์อยู่ทุกวัน  จนออกจากกรงขังของตัวเองไม่ได้  อันนี้ล่ะที่มันเป็นความเสียหายของมนุษย์  ที่มนุษย์เกิดมาแล้วเสียชาติเกิด  ก็เพราะอย่างนี้  เพราะไม่ได้สร้างสิ่งที่ตัวเราต้องการจริง ๆ เลย  คือตัวเราต้องการหนีทุกข์ไปหาสุข  อันนี้เราก็ไม่ประสบความสำเร็จ  จากการเดินบนทางสายเก่า
       ถ้าสรุปเป็นภาษาธรรม เรียกว่า  เป็นทางของทุกข์ สมุทัย  ทางเก่าคือทางทุกข์ สมุทัย  คือทางสร้างทุกข์  และเหตุของทุกข์ที่บอกว่า  ทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราตามสิ่งที่มากระทบสัมผัส ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจไม่ทัน  เราจึงไปหลงพอใจ ไม่พอใจ สิ่งที่มากระทบ ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจของเรา  เพราะฉะนั้น ผู้ที่ลิขิตชีวิตเราขณะนี้ก็คือ  ทุกข์  สมุทัย  ก็คือโลภะ  โทสะ  โมหะ  เป็นตัวกำหนดเส้นทางชีวิตเราที่ผ่านมา  เรียกว่าทางสายเก่าของชีวิต ตัวเราถูกความพอใจ ไม่พอใจ  หรือถูกทุกข์ สมุทัยที่เราสร้างขึ้นเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิต  ชีวิตมนุษย์จึงไม่สามารถจะรอดพ้น จากวัฏจักรของการเวียนว่ายตายเกิดได้  นอกจากพระพุทธเจ้า พระอรหันต์  ทีท่านพบทางสายเอกของท่าน  นำตัวท่านออกจากเส้นทางสายเก่า  คือวัฏสงสารได้
       ฉะนั้นเราจะเห็นว่าข้อมูลสัญญาความจำที่เราใส่ไปนั้นมีความสำคัญมาก  เรามองข้ามไม่ได้ เพราะมันเป็นตัวกำหนดชีวิตเรา  เพราะเราสั่งตัวเราไม่ได้  ถ้าเราสั่งตัวเราได้  ก็ไม่ต้องไปทนทุกข์แสนสาหัสอย่างทุกวันนี้นะ  อันดับแรกคือ ฉันจะสั่งให้ฉันจะไม่แก่  ฉันจะรวยวันนี้นะ  ก็จบแล้ว  อันนี้เราสั่งอะไรไม่ได้  แต่ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองสั่งตัวเองไม่ได้  เพราะความเคยชินที่สั่งได้อย่างนั้น อย่างนี้  นั่นคือสั่งตามความพอใจ ไม่พอใจ  สั่งให้สร้างทุกข์  เราสั่งตัวเราได้ทันที  แต่สั่งให้สร้างสุขเราสั่งตัวเราไม่ได้  อันนี้ต้องเข้าใจนะ
       คนส่วนใหญ่ที่เกิดมาในโลกนี้ไม่เข้าใจ  ก็คิดว่าตัวเองสั่งได้ทุกอย่าง  แต่ความจริงแล้วสั่งได้แต่สร้างทุกข์เท่านั้น  จำไว้นะสร้างสุขไม่ได้  เพราะข้อมูลเป็นผู้สั่ง  ไม่ใช่เราเป็นผู้สั่ง  เพราะตัวเราไม่มี  ตัวเราไม่มี เกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมกันชั่วคราว  แล้วแตกสลาย  ข้อมูลสัญญาความจำเป็นตัวลิขิตการดำเนินชีวิตของเรา  เพราะถ้าเราเข้าใจอย่างนี้  เราก็มองเห็นแล้วว่า  ชีวิตของเรานั้น  ถ้าเราไม่เข้าใจวิถีชีวิตของตัวเราจริง ๆ  เราก็จะพาตัวเราไปเดินบนเส้นทางสายใหม่ไม่ได้ตลอด  เราจะเดินไม่ได้ เพราะตัวเราจะเป็นอุปสรรคทันที  มันไม่อยากเดิน  เพราะมันเคยเดินแต่ทางสร้างทุกข์นี้จนชำนาญแคล่วคล่อง  ก็ไม่อยากเดินทางสายใหม่
       อย่างที่เราฝึกกันทุกวันนี้  เราจะเห็นว่าเราฝึกยัังไงก็ยังไม่เพียงพอที่เอาชนะความเคยชินเก่า ๆ  ของตัวเราเอง  ในเมื่อเรารู้ว่า  ทางสายเก่าคือทางสร้างทุกข์  คือทางทุกข์ สมุทัยที่พระพุทธเจ้ากำหนดไว้ในอริยสัจ 4  ทางสายใหม่ คือนิโรจ มรรค  คือทางดับทุกข์  โดยวิธีการดับทุกข์  เมื่อเรารู้จักตัวเราแล้ว ว่าตัวเราสั่งตัวเราไม่ได้  ข้อมูลสัญญาความจำเป็นตัวสั่ง  อันนี้ก็คือ รู้จักข้อมูลหลัก ๆ ตัวเราเพียงพอแล้ว
       ต่อไปเราจะเดินทางชีวิตเราสายใหม่  เราต้องรู้ทางเดินชีวิตสายใหม่  ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้  เพราะทางสายใหม่นี้  เป็นสายที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้  ไม่ใช่เป็นความคิดเห็นของพระพุทธเจ้า  พระองค์รู้จริง  รู้แจ้ง  เรื่องโลกและชีวิต  ตอนที่ท่านเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ  ท่านก็พยายามหาทางหนีจากกรงขังของตัวเอง  หาอิสระให้กับตัวเอง ในที่สุดท่านก็พบ  แต่ก่อนที่ท่านจะตรัสรู้  ท่านก็ลองผิด ลองถูกมาถึง 4 อสงไขยแสนมหากัป กับอีก 6 ปี สุดท้ายแล้วท่านก็ลองผิด ลองถูกจนประสบความสำเร็จ  ท่านก็เห็นว่าสิ่งที่เราปฏิบัติกันมานั้นมันเป็นความเชื่อ  เราก็เอาความเชื่อไปลิขิตชีวิตของตัวเรามาตลอด  ความเชื่อมันไม่มีเหตุปัจจัยครบตามที่เราปรารถนา  อย่างเราปรารถนาจะร่ำรวย  นี่คือความเชื่อว่าเราปรารถนาร่ำรวย แต่เราร่ำรวยไม่ได้  ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยให้เราร่ำรวยอย่างนี้เป็นต้น  เพราะฉะนั้นความปรารถนา ความเชื่อ  มันก็สร้างแต่ความหวังให้แก่ตัวเรา  ความหวังจากความเชื่อก็คือ ความทุกข์ เพราะเราไม่ได้ตามสิ่งที่เราหวัง
       พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ โดยการฝึกฝนตัวท่านเอง  ท่านฝึกฝนตัวท่านตามที่  นักปราชญราชบัณฑิต  ครูบาอาจารย์ในสมัยนั้นท่านสอนมา  นั่นคือสวดมนต์  นั่งสมาธิ  เจ้าชายสิทธัตถะก็ไปขอศีลอาฬารดาบส  อุทกดาบส  แล้วไปนั่งสมาธิ  นั่งสมาธิจนเหาะเหินเดินอากาศได้ ณาน 7 ณาน 8  ท่านก็เห็นว่าทางนี้ไม่ใช่ทางที่จะเกิดปัญญาที่ดับทุกข์ได้  ท่านก็ลาอาจารย์ทั้ง 2  ไปวิปัสสนา  พอได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วท่านก็กำหนดวิถีทางของการดำเนินชีวิตใหม่  แล้วท่านตรัสรู้อะไร  คือตรัสรู้กฎธรรมชาติ 2 กฎคือไตรลักษณ์ อิทัปปัจจยตา คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป  เกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมปรุงแต่งชั่วคราว แล้วแตกสลาย  ไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง  ท่านก็สรุปว่าไม่เที่ยงเกิดดับ  แล้วไม่เที่ยงเกิดดับก็ตั้งเจ้าชายสิทธัตถะ  เป็นพระพุทธเจ้า
       แล้วไม่เที่ยงเกิดดับตั้งเจ้าชายสิทธัตถะ  เป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร  ไม่เที่ยงเกิดดับคือพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระพุทธเจ้าก็เอาพระธรรมทีี่ท่านตรัสรู้ไปสอนให้คนทั่วไปวิปัสสนาภาวนา  ก็มีดวงตาเห็นธรรม  ก็เกิดเป็นพระสงฆ์ขึ้น  เพราะฉะนั้นไม่เที่ยงเกิดดับที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้  คือพระธรรมเจ้า  พระสังฆเจ้า ไม่เที่ยงเกิดดับคือกฎธรรมชาติ 2 กฎ เป็นความจริงของโลกและชีวิต  โลกและชีวิตนี้ก็ต้องอยู่ในกฎธรรมชาติ 2 กฎ เพราะโลกและชีวิตเป็นธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เห็นอย่างนั้น  รู้อย่างนั้น  โลกและชีวิตนี้ต้องลงอยู่ในกฎธรรมชาติ 2 กฎเพราะกฎธรรมชาติ 2 กฎเป็นกฎใหญ่ที่ธรรมชาติทั้งปวงต้องลงอยู่ในกฎ 2 กฎนี้  ใครจะเชื่อไม่เชื่อ  มันก็เป็นอย่างนั้น  อย่างใหม่ เก่า แตกสลาย  ใครจะเชื่อไม่เชื่อ  มันก็เป็นของมันอย่างนั้น  หนุ่ม  แก่  ตาย  ใครจะเชื่อไม่เชื่อ  มันก็เป็นของมันอย่างนั้น
       เพราะฉะนั้นไม่เที่ยงเกิดดับนี้  เป็นความจริงของโลกและชีวิต พระพุทธเจ้าก็เห็นว่า  ความจริงของโลกและชีวิตที่พระองค์ท่านตรัสรู้เป็นทางสายเอก สายเดียวที่จะพาตัวมนุษย์ให้เข้าไปถึงเป้าหมายสูงสุดของชีวิต  คือหนีทุกข์ไปหาสุขถาวรเรียกว่านิพพานได้ท่านก็ได้วางหลักการ  ให้เอาไม่เที่ยงเกิดดับคือพระธรรมคำสอน  ให้มนุษย์ทั่วไปได้นำปฎิบัติ  เรียกว่าวิปัสสนาภาวนากรรมฐาน  วิปัสสนาภาวนากรรมฐาน แปลว่า  เจริญปัญญาเป็นฐานที่ตั้ง  วิปัสสนาแปลว่าปัญญาหรือความจริง  เป็นฐานที่ตั้ง ไว้ในใจเหมือนสูตรคูณ  เจริญสูตรคูณเป็นฐานที่ตั้งไว้ในใจ  เราทำยังไง ก็ท่องจำ
       ทำไมต้องวิปัสสนา  ทำไมต้องท่องจำ  ก็เพราะเราต้องการอาศัยข้อมูลใหม่  ข้อมูลที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไปลิขิตชีวิตของเรา  เพราะเรารู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า  ชีวิตเราถูกข้อมูลผิด  หรือความเห็นผิดหรือความเชื่อ  เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตเรามานับภพนับชาติไม่ถ้วน  เรียกว่าทางสายเก่า  ทางสายทุกข์ สมุทัย  เพราะฉะนั้นทางสายใหม่ไม่เที่ยงเกิดดับ  ที่ต้องท่องจำ  โดย การวิปัสสนาภาวนา  ท่องจำ ธรรมไม่เที่ยงเกิดดับ  คือทางสายใหม่  ทางสายนิโรธ  และมรรค  เราจะเห็นว่าสายดับทุกข์ และวิธีดับทุกข์  ฉะนั้นการท่องไม่เที่ยงเกิดดับ  ก็เก็บเป็นสัญญาความจำไว้ในใจ  การเก็บสัญญาความจำไว้ในใจก็เพื่อให้สัญญาความจำเป็นผู้ลิขิตชีวิตเรา  เหมือนกับสัญญาความจำผิดที่เป็นความเชื่อ  เป็นความคิดเห็นของเรา ที่ใส่ไว้ในใจเรา มันก็ลิขิต  มันก็นำพาชีวิตเราไปอย่างทุกวันนี้  โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเราสร้างทุกข์ให้กับตัวเรา ด้วยตัวของเราเอง  สร้างทุกข์อย่างละเอียด  อย่างกลาง  อย่างหยาบ  ความพอใจไม่พอใจมันเป็นบาปอย่างละเอียด  เราไม่รู้ว่ามันเป็นทุกข์  แต่ถ้ามันซ้อนทับสะสมกันมากขึ้น  อย่างหยาบมันก็มีโกรธ  มีหลง  มีโลภเกิดขึ้นก็เด่นชัดขึ้น  ความจริงมันก็คือความพอใจ ไม่พอใจ ที่เราบำเพ็ญมานั้นเอง  ถ้ามันระเบิดขึ้นมา  เราจะเห็นว่านี่คือทุกข์อย่างหยาบ  มันก็เกิดจากทุกข์อย่างละเอียด  พระพุทธเจ้าว่าให้เรารู้เห็นว่าข้อมูลสัญญาความจำของเราเป็นผู้ลิขิต  ท่านก็ให้เราเปลี่ยนสัญญาความจำใหม่  เพื่อให้เราเดินทางสายใหม่  ถ้าเราไม่เปลี่ยนสัญญาความจำใหม่  เราจะเดินทางสายใหม่ไม่ได้ เพราะตัวเราถูกสัญญาความจำหรือข้อมูล  หรือเจตสิก เป็นตัวสั่งการในวิถีชีวิตเรา
       เมื่อเรารู้และเข้าใจอย่างนี้แล้ว  เราก็ต้องใส่ข้อมูลโดยการวิปัสสนาภาวนา  แต่การใส่ข้อมูลไม่เที่ยงเกิดดับเส้นทางสายใหม่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น  ไม่ง่ายอย่างที่คิด  เพราะมันมีอุปสรรคคือ  เส้นทางสายเก่าขัดขวางอยู่  เพราะการเดินทางในเส้นทางสายเก่าเรามีความชำนาญ  เมื่อเราพาตัวเราเดินบนทางสายใหม่  ไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง  นิสัยเก่าก็พาเรากลับมาทางสายเก่าอีก  เดินใหม่อีกก็กลับมาทางสายเก่าอีก  เพราะฉะนั้นเราจึงไปข้างหน้าได้ไม่ไกลสักที  เพราะไปได้สักพักก็กลับมาเดินใหม่  เหมือนกับว่าเราลองผิด ลองถูกอยู่ตลอดเวลา  ทั้ง ๆ ที่เราเข้าใจว่าทางเส้นนี้เป็นทางที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์เดินสำเร็จมาแล้ว  มีสุขถาวรเป็นรางวัล  เราก็รู้ เราเข้าใจ  แต่ความเคยชินเราไม่มี  อันนี้มันเป็นเรื่องสำคัญ พระพุทธเจ้าถึงให้เราใส่ข้อมูลใหม่เข้าไป โดยการท่องจำให้เป็นปกติในชีวิตประจำวันของเรา
       ถ้าเราท่องจำเข้าไปมากขึ้น ๆ  เราก็สามารถเดินทางสายใหม่ได้  ถ้าเราทำให้มาก  การขัดขวางของมันก็ลดน้อยลง พระพุทธเจ้าถึงการันตีว่าคนที่เดินตามทางสายใหม่นี้จะสำเร็จมรรคผลนิพพานภายใน 7 วัน 7 เดือน 7 ปี  เหตุผลก็เพราะว่าข้อมูลสร้างทุกข์  ก็เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง  ข้อมูลสร้างสุขก็เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง  ข้อมูลทุกข์ สมุทัย  ก็เป็นธรรมชาติ  ข้อมูลนิโรธ มรรค  ก็เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง
       พระพุทธเจ้าว่าคนเรามีอาหาร 4  เลี้ยงชีวิตเราอยู่  ชีวิตเรามีอยู่ 2 ตัว คือ  กายกับใจ  อาหารอันที่ 1  กวฬิงการาหาร  คืออาหารเลี้ยงร่างกาย  ร่างกายเราประกอบด้วย  ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  ถ้าเราไม่กินข้าวก็ 1 เดือนตาย  ไม่กินน้ำ 1 อาทิตย์ตาย  ไม่กินลมก็ 5 นาทีตาย  ฉะนั้นร่างกายเราเป็นธรรมชาติ  ต้องการอาหาร เป็นเหตุปัจจัยมาประชุมกัน ถ้าอันใดอันหนึ่งมาประชุมกันไม่ครบ  ร่างกายเราก็แตกสลายทันที  ไม่เชื่อก็ปิดปาก  ปิดจมูกดู 5 นาทีร่างกายเราก็แตกสลายทันที
       ฉะนั้นใจเราก็มีอาหารกิน  พระพุทธเจ้าว่า  อาหารของใจคือ ความพอใจ ไม่พอใจ หรือโลภะ โทสะ โมหะ  ที่อยู่ในใจเรา มันก็เป็นธรรมชาติ ถ้ามันไม่ได้ โลภะ โทสะ โมหะ หรือความพอใจ ไม่พอใจ  ไปเพิ่มเติมมันก็แตกสลายไปทันที  ตายทันทีเหมือนกับชีวิตร่างกายเรา  ฉันใดฉันนั้น  อาหารที่เลี้ยงใจเรา  พระพุทธเจ้าว่าคือ  ผัสสาหาร คือการกระทบสัมผัส  เมื่อกระทบสัมผัสแล้ว  ก็มีเจตจำนงเกิดขึ้น  ความจงใจ  ตั้งใจ  เจตนา เกิดขึ้น  เรียกว่า มโนสัญเจตนาหาร  เมื่อมีเจตนาเกิดขึ้น  ก็มีความรู้ เรียกว่า วิญญาณหารเกิดขึ้น  วิญญาณหารก็จะหล่อเลี้ยงร่างกายชีวิตเราตลอดเวลา  เพราะฉะนั้นอาหารทางใจคือ ผัสสาหาร  มโนสัญเจตนาหาร  วิญญาณหาร  มันเข้ามาทางไหนล่ะ
       อาหารทางใจมันเข้าทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ถ้าเราปิดทางลำเลียงอาหารที่ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  อาหารของโลภะ โทสะ โมหะ จากภายนอกไม่สามารถจะเข้าไปเลี้ยง โลภะ โทสะ โมหะภายในได้  กรรมเก่าที่พระพุทธเจ้าว่า  เท่าเม็ดหินเม็ดทรายทุกก้อนในเทือกเขาหิมาลัย  หรือเม็ดหินเม็ดทรายทุกก้อนในประเทศไทย  ที่อยู่ในใจเรามากมายขนาดนั้น  ถ้าเราปิด ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  โดยการท่องคือตามทันสิ่งที่มากระทบสัมผัสตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ตามความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือไม่เที่ยงเกิดดับ
 
*ตาเห็นรูป รูปไม่เที่ยงเกิดดับ ตัวฉันไม่เที่ยงเกิดดับ
*หูได้ยินเสียง เสียงไม่เที่ยงเกิดดับ ตัวฉันไม่เที่ยงเกิดดับ
*จมูกได้กลิ่น กลิ่นไม่เที่ยงเกิดดับ ตัวฉันไม่เที่ยงเกิดดับ
*ลิ้นได้รส รสไม่เที่ยงเกิดดับ ตัวฉันไม่เที่ยงเกิดดับ
*กายสัมผัส ไม่เที่ยงเกิดดับ ตัวฉันไม่เที่ยงเกิดดับ
*ใจคิดนึก ไม่เที่ยงเกิดดับ ตัวฉันไม่เที่ยงเกิดดับ
 
       ก็หมายความว่า เราปิดทางลำเลียงความพอใจ ไม่พอใจ ภายนอกไม่ให้เข้าไปสู่ภายในใจเราได้  ความพอใจ ไม่พอใจ ภายในก็ตายเรียบ  ไม่มีเหลือเลย หมายความว่าถ้าความพอใจ ไม่พอใจ ภายในตายแล้ว ความเป็นปุถุชนของเราก็ตายไปด้วย  นั่นคือข้อมูลเก่าที่สร้างให้เราเป็นสัตว์โลกอยู่ตายหมดแล้ว  ข้อมูลครึ่งคนครึ่งสัตว์ก็ตายหมดแล้ว  เราก็จะเป็นคนเต็มคน
       แต่คนที่ได้โสดาบันบุคคลนั้นก็ยังเหลือกรรมเก่าอยู่เท่าเม็ดผักกาด 7 เม็ดเท่านั้น  นั่นแหละจากบาปกรรมเก่าที่มีมากเท่าเม็ดหิน เม็ดทรายทุกก้อนในเทือกเขาหิมาลัย  ถูกฆ่าเหลือเพียง 7 ก้อนเท่าเม็ดผักกาดเท่านั้น  นั่นคือความเป็นอริยบุคคลเกิดขึ้นแล้วพระพุทธเจ้าการันตี  ที่การันตีได้  เพราะท่านเห็นว่ากรรมเก่า กรรมใหม่ ก็เป็นธรรมชาติเช่นกัน   ถ้าเราท่อง กรรมเก่าก็ถูกฆ่าตาย  กรรมใหม่ก็เข้าไปแทนที่  ถ้าเราไม่ท่อง  กรรมเก่าก็ฆ่ากรรมใหม่ คือ  ความพอใจ ไม่พอใจก็ฆ่าไม่เที่ยงเกิดดับ  แต่ถ้าเราท่องไม่เที่ยงเกิดดับ ปัญญาก็ฆ่าความพอใจไม่พอใจเก่าได้เป็นอย่างนี้นะ  อันนี้ไม่ใช่พูดเล่นนะ  มันเป็นธรรมชาติ  ความจริงของมันเป็นอย่างนั้น  พอเราหยุดเติม  ก็เหมือนเราหยุดหายใจเราก็ตาย  ถ้าเราหายใจอยู่ไม่ตาย กรรมเก่าเราก็เหมือนกัน  ถ้ามันไม่มีอาหารกิน  เหมือนเราไม่กินลม  มันก็ตายเรียบเหมือนกัน
       แต่เราจะทำยังไงให้มันตายตลอดไป  คือต้องท่องไม่เที่ยงเกิดดับเป็นประจำ  จนเป็นปกตินิสัยประจำวัน   สามารถฝึกฝนตัวเอง บรรลุมรรคผลนิพพานชาตินี้ได้  อันนี้คือพระพุทธเจ้าบอกว่า  การเดินทางสายใหม่ของท่าน  ถ้าเดินตามที่พระพุทธเจ้าบอกไว้  ก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิต  ภายในชาตินี้ 7 วัน 7 เดือน 7 ปีคือเส้นทางสายใหม่  เพราะเราสามารถลิขิตชีวิตเราตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้  เพราะข้อมูลใหม่ที่เข้าไปในใจเรา  มันจะเข้าไปแทนที่ข้อมูลเก่า  ข้อมูลเก่าสั่งให้เราสร้างทุกข์   ข้อมูลใหม่สั่งให้เราสร้างสุขดับทุกข์  เพราะฉะนั้นเมื่อเราใส่ข้อมูลนี้ไปแล้ว   เราต้องมีความเพียรพยายามใส่ต่อไป
       อย่างที่บอกว่าแม้คนเราตายแล้ว แต่ผีมันก็มีอยู่   ไอ้กรรมเก่าถึงมันจะตายหมดแล้ว  แต่ผลของการกระทำ หรือผีของมัน หรือคือผลงานของมันยังค้างอยู่  อย่างคนสร้างศาลานี้ ถ้าตายไปแล้ว  ศาลานี้เป็นผลงานของคนสร้างก็ยังอยู่  เพราะฉะนั้นวิบากกรรมเป็นลักษณะอย่างนี้  ตัวคนสร้างกรรมตายไปแล้ว แต่วิบากกรมยังไม่ตาย  มันยังอยู่ในใจเราอย่างนั้น เพราะกรรมที่เราสร้างขึ้นทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ มันตายหมดแล้ว  แต่วิบากกรรมมันก็ยังเก็บไว้ในใจเรา
       เพราะฉะนั้นในใจเรามีทั้งกรรม  และวิบากกรรม เรียกว่า  ข้อมูลและพฤติกรรม  พฤติกรรมที่มันเกิดขึ้นโดยการทำกรรมผ่านทาง ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ผ่านทาง มโนกรรม  วจีกรรม  กายกรรม  มันเป็นตัวกำหนดให้สร้างข้อมูลสัญญาความจำ เป็นผู้ลิขิตเรา  ให้เราหนีจากวัฎจักรการเวียนว่ายตายเกิดไม่ได้  ฉะนั้นทางสายใหม่ของเรา เรียกว่า สายนิโรธมรรค ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้  ฉะนั้นเราต้องศึกษาธรรมกันจริงจัง  เพราะรายละเอียดมันมีมาก  อันนี้เพียงแต่บอกหัวข้อเท่านั้น  ว่าทางใหม่เป็นทางสายเอกสายเดียวที่พระพุทธเจ้าบอกไว้  เราจะหนีจากวัฎจักรการสร้างสุขชั่วคราวสร้างทุกข์ถาวรของเราต้องทำอย่างนี้  เพราะถ้าเราเข้าใจอย่างนี้แล้ว การดำเนินชีวิตเราก็เปลี่ยนไป  ชีวิตเราก็สุขสบายขึ้น  เพราะตัวสั่งการคือข้อมูลสร้างสุข  คือความจริง  ความจริงมันมีผลออกมาเป็นความจริง  ความจริงไม่มีอะไรปรุงแต่ง
       อย่างความจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยงเกิดดับนี้  เมื่อตาเห็นรูป ไม่เที่ยงเกิดดับ ตัวฉันไม่เที่ยงเกิดดับ  คือ  มึงก็ตาย  กูก็ตาย  ทุกอย่างใหม่  เก่า  แตกสลาย  หนุ่ม  แก่  ตาย  เรามีปัญญาเกิดขึ้น  มันก็ไม่มีข้อมูลจะปรุงแต่ง สิ่งที่มากระทบสัมผัสว่า  มันดี  ไม่ดี  มันเลว อย่างนั้นอย่างนี้มันไม่มี  เพราะข้อมูลความพอใจ ไม่พอใจ มันไม่ได้มากำหนดวิถีชีวิตเราแล้ว  อันนี้คือทางสายใหม่  เรียกว่า  ทางเดินชีวิตใหม่อย่างที่พวกเราเลือกเดินกันวันนี้  ก็หมายความว่า  เราเลือกทางเดินสายใหม่
       แต่การเดินทางสายใหม่ต้องรู้จักตัวเอง คือ  ผู้เดินทางรู้จักเส้นทางที่จะเดิน  รู้จักวิธีเดินทางให้ครบแบบนี้  เพราะเราสั่งตัวเราไม่ได้  ถ้าเราสั่งตัวเราได้ ก็ไม่ต้องรู้จักอะไรมันก็ไปได้ละ  แต่ทีนี้เราสั่งตัวเราไม่ได้  ต้องรู้จักองค์ประกอบครบถ้วน  ที่ผ่านมาไม่ได้สอนกันครบอย่างนี้  มีแต่สอนให้เราเดินทาง  แล้วไม่ได้สอนให้รู้ว่าคนเดินทางมีอะไรบ้าง  เมื่อคนเดินทางไม่รู้จักองค์ประกอบของการเดินทาง เราก็ชะงัก  ไม่มั่นใจที่จะไปต่อ  อย่างที่พระพุทธเจ้าว่าทางก็มี  คนบอกทางก็มี  แต่คนเดินทางไม่เดิน  อย่างการจะบรรลุมรรคผลนิพพานนี้  พระธรรมคำสอนท่านก็บอกทางไว้แล้ว  และวิธีการเดินทางก็บอกไว้เรียบร้อย  ท่านก็บอก  คนเดินทางไม่มี  เพราะไม่มีใครไปถึงเป้าหมาย
       ชีวิตเราก็เหมือนกัน  มันต้องมีองค์ประกอบมาประชุมร่วมกัน  ตัวเรา  เส้นทาง  คนบอกทาง  วิธีการเดินทาง 4  อย่างนี้ เราต้องมีครบ   ถ้ามีไม่ครบเราเดินทางไปไม่ถึงเป้าหมายชีวิตเรา  อันนี้คือความจริงที่เราต้องศึกษา เพื่อพาตัวเองเดินในเส้นทางสายใหม่ของชีวิตได้อย่างถูกต้อง  ให้เหมาะสมกับโอกาสที่เราได้เกิดมาเป็นคน  ได้พบพระพุทธศาสนา  พบพระธรรมคำสอนที่ถูกต้อง   พบคนบอกทางที่ถูกต้องให้  พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า  เป็นสิ่งที่หาได้ยากในโลก

Powered by MakeWebEasy.com