image
การท่องให้จำ ถ้าไม่ท่อง มันก็ไม่มีข้อมูลรองรับ
 
โอปะนะยิโก น้อมมาใส่ตน แปลว่า การท่องให้จำ
       ถ้าไม่ท่อง มันก็ไม่มีข้อมูลรองรับ
       ข้อมูล  เหมือนการฝากธนาคาร เอาเงินฝาก (บุญกุศลฝาก)
       เมื่อเราจะใช้เงิน ก็ถอนออกมาใช้ได้เลย (กุศลคือ ปัญญา)
       เมื่อถูกกระทบสัมผัส เราก็เอาปัญญาที่มีอยู่แล้วมาใช้เช่นกัน
ในคำสอนพระพุทธเจ้า ท่านได้บอกไว้ว่า  ไม่ให้พิจารณา
       เป็นพระอรหันต์เมื่อไร แล้วค่อยพิจารณา  ให้ท่องให้จำ
การพิจารณา คือ การคิด
       แต่ก่อนที่จะคิด มันเอาข้อมูลเก่า  ที่สร้างทุกข์ไปคิด เพื่อพิจารณา 
       มันจึงทำให้เราไม่เห็นความจริง
จากการพิจารณานั้น
       เราไม่มีข้อมูล  ไม่เที่ยงเกิดดับ (ปัญญา)
       แล้วจะไปพิจารณาได้ไง! เพราะเราไม่ได้ใส่การพิจารณา ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้นั้น
ต้องมี  ข้อมูลสัมมาทิฏฐิ  ไว้ในใจก่อน
       ให้สติไปลาก ดึง เอามาคิด แล้วถึงจะพิจารณาได้
       แต่ถ้าไม่มี สัมมาทิฏฐิ  *เราก็จะไปลากเอา ‎มิจฉาทิฏฐิ มาเป็นฐานความคิด 
       มันก็เป็นการแก้ปัญหาที่ผิด  แล้วก็สร้างทุกข์มาตลอดชีวิต
       เป็นเรื่องน่ากลัวมาก สำหรับชีวิตของคนเรา และเราก็ไม่รอด
จะเห็นว่า ถ้าเราไม่ศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจ ในพระธรรมคำสอนที่ถูกต้อง
       เราไม่รอดนรก เดรัจฉาน  เหมือนจับไปวางไว้แน่นอน
       ทุกวันนี้  สอนแค่ใจได้อย่างไร?  มันไม่ครบ
แต่พระพุทธเจ้าสอนเลยใจไปอีก คือ  *สอนถึงข้อมูล
       ทุกวันนี้เราเรียนไม่ถูกต้อง เราถึง ไม่เห็นพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าองค์ใหญ่โต มโหฬาร จมอยู่ในดินมา ๑๔๐๐ กว่าปี
       ไม่มีคนเห็น เพราะการเรียนแค่ใจเท่านั้น ถึงหาพระพุทธเจ้าไม่เจอ 
       ต้องเรียนถึง “ข้อมูล” ที่สร้างสุข คือ “ไม่เที่ยงเกิดดับ”
พระพุทธเจ้า คือไม่เที่ยงเกิดดับ เมื่อรู้จักพระองค์ พระองค์ก็ขึ้นมา
       จากที่จมอยู่ในดิน ๑๔๐๐ กว่าปี มาให้เราเห็น
       เหตุเพราะเราปฏิบัติ  ถูกต้องตรงพระธรรม สมควรแก่ธรรม คำสอนของพระองค์
       ผล คือ พระองค์มาเป็นประจักษ์พยาน ให้ในการปฏิบัติถูกธรรม...
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
       เราจะเปลี่ยนชีวิตการหนีทุกข์ ไปหาสุขได้นั้น เราต้องเปลี่ยนข้อมูล 
       ถ้า *เราเปลี่ยนข้อมูลได้ *เราก็เปลี่ยนตัวเราได้
       พระพุทธเจ้าอุตส่าห์  บอกข้อมูลเปลี่ยนชีวิตให้ คือ “ไม่เที่ยงเกิดดับ”
       คือ *เอาข้อมูล “ไม่เที่ยงเกิดดับ” ใส่ลงไป
แล้วชีวิต ที่จะออกนอกลู่นอกทาง จะไม่มีเลย
       ชีวิตที่เหลืออยู่ ก็จะทำให้เราหลุดพ้นออกจาก กิเลส อาสวะกิเลสได้
       ขอให้ท่านเข้าใจว่า “ไม่เที่ยงเกิดดับ” จะพาเราถึง “นิพพาน”
       จะนำพาถึงเป้าหมายของชีวิตได้  เพราะไม่มีทางอื่นเลย
       และทางสายเอก สายเดียว
ก็ไม่มีใครเข้าใจว่า
       ทางสายเอกสายเดียวนี้ คือการท่อง “ไม่เที่ยงเกิดดับ”
เพราะเราแปลคำว่า “โอปนยิโก” ไม่ได้
       จึงเป็นบุญของเราที่แปล “โอปนยิโก” ได้
       จึงทำให้เราเติมข้อมูลได้ง่ายขึ้น ถ้าเราแปลไม่ออก เราก็เติมไม่ได้
       แต่เราก็ไม่มั่นใจว่ามันเติมได้  เพราะเราเติมที่ไรก็หยุดเติม
       ถ้าเรารู้ว่าการหยุดเติม ระหว่างทางนั้น คือ เรากำลังต่อสู้กับข้อมูลเก่าที่มากมาย
       เราเติมอีก แพ้มันอีก เราก็เติมอีก อย่างนี้เรียกว่า *วิริยะความเพียรในการเติม
       พระพุทธเจ้าให้มีความเพียรท่อง แค่นี้ละ
ความเพียรท่อง “ไม่เที่ยงเกิดดับ” จะลบข้อมูลเก่า ที่เกาะติดในใจ
       ที่มีแต่ความพอใจ ไม่พอใจ  หรือ อวิชชา
       จะลบออกได้ภายใน ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี
       เพราะเราตัดทางเดินอาหารของความพอใจ ไม่พอใจ ภายใน ภายนอก ไม่ให้เชื่อมต่อกันได้
ในที่สุดมันก็จะเน่าตาย แห้งตาย
       เพราะไม่มีอาหารความพอใจ ไม่พอใจ เข้าไปเติม
       แต่สิ่งที่ได้เพิ่มเข้ามาคือ “ปัญญา”
       จากความเพียรท่อง (โอปนยิโก) “ไม่เที่ยงเกิดดับ”
       ที่เป็นตัวฆ่า โลภะ โทสะ โมหะ หรือความพอใจ ไม่พอใจ
       ตามสิ่งกระทบสัมผัสไม่ทัน
       ไม่เที่ยงเกิดดับ จึงฆ่าอวิชชา แล้วเก็บปัญญา
       หรือสัมมาทิฏฐิ (เข้าไว้ในใจเป็นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง)
       *เข้ามาพร้อม ๆ กัน
Powered by MakeWebEasy.com